คุยกับผู้ประพันธ์เพลง ผาบมาร OST. ซีรีส์เขมจิราต้องรอดปลายปากกาลูกชายหล่าจากเมืองอุบลราชธานี

แม้ว่าเรื่องราวของซีรีส์เขมจิราต้องรอดเพิ่งจบบริบูรณ์ไปเมื่อไม่นาน แต่กลับฝากความประทับใจทั้งในแง่ของการนำแสดงและเรื่องราวบางช่วงของซีรีส์ที่มีการนำเอาความเป็นตำนานเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน เรื่อง กบฏผู้มีบุญ หรือ ผีบุญ หนึ่งในฉากการแสดง ของการเรียกร้องความยุติธรรมและปลดแอกจากการถูกรัฐส่วนกลางกดขี่ข่มเหงและรีดไถภาษีในสังคมอีสาน เมื่อช่วงต้น กรุงรัตนโกสินทร์ รวมถึงการนำเอาภาษา วัฒนธรรม มานำเสนอภายในเรื่อง อีกทั้งยังปลุกเอาคำอีสานโบราณขึ้นมาให้ได้โลดแล่นผ่านบทเพลง  ผาบมาร ที่ถ่ายทอดพลังการต่อสู้ การไม่ยอมจำนนต่อสิ่งชั่วร้าย ความดำมืดและการปราบเหล่าผีปีศาจที่ไม่รู้จักเกรงกลัวต่อบาป กระแสตอบรับในช่องของ อ๊อฟ สุรพล OFFICIAL นักร้องผู้ถ่ายทอดบทเพลงนี้ ปัจจุบันยอดการรับชมทยานสู่ 1.1 ล้าน Views ไปเรียบร้อยแล้ว มากกว่านั้นคือปรากฏการณ์ เขมจิราต้องรอด ที่สร้างสีสันและความสนุกอีกด้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังอย่าง TikTok ที่มีการนำเอาแผ่นเสียงเพลงผาบมารพร้อมอัดคลิปการแสดงของตัวเองลงหน้าฟีด กับท่วงทำนองและคำร้องแห่งความความขลัง  

“กูสิผาบผองผี เผ่าพันธุ์มารฮ้าย กูสิหมายขันสู้ฝูงชาติ พยาธิซั่ว นี้แหลว…”

ไวรัลแผ่นเสียง ผาบมาร ใน Tiktok โดยชาวต่างชาติในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส

เนื้อเพลงที่ได้ยินเมื่อใด เป็นอันว่าต้องพนมมือยกขึ้นเหนือหัว เตรียมตัวตั้งตารอปราบผีไปกับซีรีส์พร้อมกับพ่อครูภรัณ ที่นำแสดงโดย เก่ง หฤษฎ์ บัวย้อย และ น้ำปิง นภัสกร ปิงเมือง เขมจิราต้องรอดเป็นซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอุตสาหกรรมซีรีส์วายของเมืองไทย เพราะไม่ว่าจะมีกิจกรรมใด ๆ ก็มักจะพบแฟนซีรีส์ที่พร้อมใจกันให้การต้อนรับอย่างเนืองแน่น ซึ่งไม่เพียงเป็นไวรัลแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ความนิยมนี้ถูกขยายไปไกลทั้งในต่างแดนและในโลกโซเชียล เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยและต่างชาติต่างใช้เพลงประกอบซีรีส์ อัดคลิปลงในหน้าฟีดของตัวเอง ในลักษณะพนมมือ ร่ายมนต์คาถาไปกับแผ่นเสียงในแพลตฟอร์ม ผ่านท่อนฮิตติดหู   “กูสิผาบผองผี…”

คำอีสานโบราณและท่วงทำนองแห่งมนต์สะกดของบทเพลง ผาบมาร

จากกระแสสุดฮิตที่ยังคงอยู่แม้ตัวซีรีส์จะจบลงแล้ว ซาวอีสาน จึงอยากพาไปเจาะลึกเบื้องหลังและชวนทำความเข้าใจการใช้คำอีสานโบราณและท่วงทำนองแห่งมนต์สะกดของบทเพลง ผาบมาร กับเจ้าของปลายปากกา ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มคนรุ่นใหม่จากเมืองดอกบัว จ.อุบลราชธานี  กึ๋น เกรียงเดช ผลทวี  เจ้าของผลงานเพลงฮิต ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนจนเป็นไวรัลเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา อย่างเพลงลำมัจฉาฮิโนกิ   บทเพลงที่พาทุกคนโลดแล่นไปกับภาษาอีสานที่ผสมผสานกับภาษาอังกฤษ เล่าเรื่องราวของปลาฮิโนกิที่ตามหาพญานาคในท่วงทำนองสนุกสนาน พร้อมยอดเข้าชมปัจจุบันกว่า 19 ล้าน Views เขากลับมาอีกครั้ง กับการประพันธ์เพลง ผาบมาร ที่บอกเล่าเรื่องราวการปราบผี ในรูปแบบใหม่แตกต่างไปจากมัจฉาฮิโนกิ โดยถ่ายทอดเรื่องราวความขลัง พลังและอำนาจ ปลุกใจให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอธรรม

เกรียงเดช หรือ กึ๋น ชายหล่าจากเมืองอุบล เด็กชายผู้เติบโตมาท่ามกลางเสียงพิณในหมู่บ้านหมอลำ ที่ตำบลตามสุม อำเภอตาลสุม  จังหวัดอุบลราชธานี โดยตัวของกึ๋นเองเป็นลูกชายหล้า หรือลูกชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 3 คน แม้ว่าจะเติบโตมาในสังคมที่คลุกคลีกับความเป็นดนตรีและการร้องลำทำเพลง แต่ทว่าครอบครัวของกึ๋นก็เป็นครอบครัวชาวนา ที่ประกอบอาชีพการทำนาเป็นหลัก เขาเคยฝากเส้นสายลายปากกาไว้แล้วเมื่อ 3 ปีก่อน กับเพลงลำมัจฉาฮิโนกิ ที่ขับร้องโดย จ๋า เกวริน ในช่องยูทูปของ Ejueji Studio ไม่เพียงเท่านั้นลำมัจฉาฮิโนกิ ยังถูกนักร้องคนอื่น ๆ นำไปร้องในการแสดงสดอย่างมากมาย จนกลายเป็นเพลงที่สร้างกระแสในสังคมได้เป็นอย่างมาก ด้วยความใหม่ที่ผสมเนื้อหาในบทลำและความน่ารักในแบบสไตร์ อิจุ๊อิจิ๊ สตูดิโอ จนทำให้เกิดเป็นลายเซ็นของ กึ๋น ในเวลาต่อมา ส่วนในผลงานเพลง ผาบมาร ครั้งนี้ กึ๋น ก็ได้เลือกหยิบยกเอาคำโบราณอีสานที่หาฟังได้ยาก สอดแทรกและแฝงความหมายที่มีมนต์ขลังในการใช้คำ ประกอบทำนองความเป็นพื้นบ้านอีสานอย่างลงตัว

“กูสิหมายขันสู้ฝูงชาติ พยาธิซั่ว นี้แหลว…”

หมายถึง กูจะขอเข้าแข่งสู้ ฝูงมารอัปมงคงนี้

เป็นการนำคำว่าพยาธิ ที่เป็นปรสิตในมนุษย์อธิบายแทนสิ่งชั่วร้าย ในทำนองดุดันด้วยสำเนียงอีสาน

กึ๋น เกรียงเดช ผลทวี

แม้ว่าในสองเพลงนี้จะมีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันออกไป โดยเพลงผาบมารจะเป็นการใช้ภาษาที่ลึกขึ้นมามากกว่ามัจฉาฮิโนกิ แต่นับได้ว่าทั้งสองเพลงนี้ ส่งอิทธิพลต่อผู้ฟังเป็นอย่างมาก ทั้งอยากจะพยายามทำความเข้าใจในภาษา ที่คนอีสานในพื้นที่แท้ ๆ บางคนก็ยังแปลไม่ออก วิธีการนำเสนอเช่นนี้ ทำให้เราได้เห็นความหลากหลายในภาษาอีสานที่มักจะมีคำสร้อยห้อยท้าย เป็นลูกเล่นในคำ อย่างท่อนหนึ่งของเพลง ลำมัจฉาฮิโนกิ

“ว่าแล้วดั้นดันดุ่งลอยหา เห็นหมู่ฝูงโลมาตบตีบอลเลย์ เฮโฮฮ้องฟองฟาดเฟือดขุ่น แมงกระพรุนและม้าน้ำโชว์กล้ามตีมวย เฮ็ดอ้วยซ้วยนวยหน่อปะการัง แกะขี้ดังให้ปลาทูแล้วถูสบู่ให้โอโทโร่”

จะสังเกตได้ว่า เฮโฮฮ้อง ที่หมายถึงการกู่ร้อง และ เฮ็ดอ้วยซ้วยนวยหน่อปะการัง ที่หมายถึง ปะการังนิ่ง ๆ ในทะเล แต่จะมีการเน้นการเล่นคำในภาษา แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในนามของผู้ร้อง แต่เบื้องหลังการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์นี้ ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเนื้อหาในเพลงที่ครั้งหนึ่งเราต่างเคยได้ยิน 

ปลุกภาษาลาวโบราณจากวรรณกรรมเก่า เล่าผ่านบทเพลงในปัจจุบัน

สำหรับความโดดเด่นและน่าสนใจของเพลง ผาบมาร คือคำที่ใช้ในเพลง เป็นคำอีสานโบราณ หรือ อักษรธรรมอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคำที่เราไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก อย่างในท่อน “ว่านะโม เดโชกั้งกวมเกศ ข้าเยอ…”  ที่หมายถึง การตั้งนะโม พนมมือขึ้นขอพลังอำนาจเหนือเศียรปกปักรักษา ซึ่งเป็นการขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองในขณะปราบผี เดโช หมายถึง พลัง อำนาจ กั้งกวมเกศ หมายถึง การยกขึ้นเหนือหัว โดยเขามักจะศึกษาคำโบราณจาก วรรณกรรมอีสาน เช่น เรื่อง สังข์ศิลป์ชัย โดยใช้วิธีการอ่านและแปลคำที่ชอบที่สนใจมาประยุกต์ใช้ในการเขียนเนื้อเพลง นอกจากนี้แล้ว คำที่เขาเลือกใช้ในงาน มักมีชั้นเชิงโดยเลือกใช้คำไวพจน์ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเช่นคำว่า อำนาจ มีคำอื่นที่สามารถใช้ได้ โดยอาจเลือกคำเป็น ฤทธี เดโช บารมี เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่ประกอบสร้างสังคมอีสาน ส่งผลให้เกิดภาษา สำเนียงและเอกลักษณ์ที่หลากหลายตามกลุ่มชาติพันธุ์ การบันทึกเรื่องราวจึงมักเป็นการบันทึกคำหรือภาษาของแต่ละชาติพันธุ์เอาไว้ โดยเฉพาะใน บันทึกใบลาน จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับคำโบราณในวรรณกรรมอีสานและภาษาในคำภีร์ใบลานนั้น พบว่ามีตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวอักษรในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงที่มีพรมแดนติดกับไทย อย่าง อักษรปัลลวะ มอญโบราณ เขมรโบราณ สือไท ไทน้อยและลาว

ขอบคุณภาพจาก ซีรีส์เขมจิราต้องรอด

จากลำมัจฉาฮิโนกิสู่ ผาบมาร บทเพลงแห่งความขลังราวถูกสะกดด้วยมนตรา

จุดเริ่มต้น จากบ่าวอุบลฯ สู่คนประพันธ์เพลง

ความผูกพันที่มีต่อดนตรีเริ่มต้นจากการที่พ่อของกึ๋น เป็นมือพิณเก่าของวงหมอลำภายในหมู่บ้าน แม่ของเขาเองก็สามารถร้องลำได้ การได้เห็นพ่ออยู่กับพิณ แคน และสังคมที่หล่อหลอมเขาด้วยเสียงดนตรี จากที่กึ๋นเป็นคนขี้อายและไม่กล้าแสดงออก กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกร่วมไปกับเสียงดนตรีจนอยากเปิดใจที่จะลองจับพิณขึ้นมาดีดสักครั้ง อาจารย์คนแรกคือพ่อของเขา ซึ่งไม่ได้สอนตามโน้ตดนตรีสากล หากแต่เป็นการสอนตามขั้น ตามตำแหน่งการวางนิ้ว

เมื่อเข้าสู่ช่วงการเรียนในระดับที่สูงขึ้นอย่างระดับมัธยมปลาย แม้ว่าข้างในใจลึก ๆ จะรู้สึกผูกพันและอยากเล่นพิณอยู่เสมอ แต่เพราะในโรงเรียนมีมือพิณอยู่แล้ว กึ๋นจึงเสาะหาหนทางที่จะเข้าไปอยู่ในวงดนตรีให้ได้ โดยการหัดเป่าโหวด เพราะนอกจากจะชอบเสียงของมันแล้ว ในวงดนตรียังขาดมือโหวด การเริ่มต้นเป่าโหวดของกึ๋น จึงเป็นการบังคับตัวเองให้เริ่มกล้าแสดงออกไปโดยปริยาย เพราะเขาได้มีโอกาสเข้าแข่งขันเดี่ยวโหวดในการแข่งขันศิลปหัตถกรรมชั้นม.ปลายระดับภาค 3 ปีซ้อน นั่นจึงเป็นเส้นทางสู่วงการดนตรีของเขา

ช่วงเวลาต่อมา กึ๋น ตัดสินใจศึกษาต่อที่คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เอกโหวด ในสายศิลปินโดยเฉพาะ ทำให้เขาได้เริ่มเข้าสู่การเรียนรู้อย่างมีแบบแผน ทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีจากการต้องฝึกซ้อม ต้องแกะเพลงรวมไปถึงต้องซ้อมวน ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เขารู้สึกเบื่อ และอยากจะหนีจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ จนท้ายที่สุดจึงได้หันมาให้ความสนใจในด้านการทำเพลงเป็นหลักแทน

ความคิดถึงบ้านสู่การเล่าเรื่องราวภายในใจผ่านบทเพลง

แม้ว่าจากมหาสารคามไปอุบลราชธานี จะเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก แต่ก็ไม่อาจทำให้หัวใจของเขาหยุดคิดถึงบ้านได้ ในช่วงเวลาที่กำลังเบื่อหน่ายชีวิตการเรียน เขามีสมุดที่พกมาตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยมอยู่หนึ่งเล่ม เขียนความรู้สึกเล่าเรื่องราวคิดถึงบ้านเป็นบทเพลง โดยนำทำนองเพลงที่มีอยู่แล้ว แต่งเนื้อร้องอย่างง่าย ๆ เพื่อระบายความในใจของการคิดถึงบ้าน กึ๋นเล่าต่อว่า ตนได้นำทำนองเพลงอ้ายมีเหตุผล มาปรับเนื้อร้องใหม่ เพื่อเล่าความคิดถึงบ้าน ในแบบฉบับของตัวเอง

แม้ว่าจะเบื่อหน่ายในดนตรี แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกชื่นชอบการแต่งเนื้อร้อง การประพันธ์เพลง จุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มเพื่อนที่รู้ว่าเขาสามารถแต่งเพลงได้ ทำให้มีโอกาสได้ไปแต่งเพลงสักการะ แนวเพลงหมอลำประยุกต์ ให้กับวงหมอลำ ภาษาที่เขาใช้ไม่ใช่ภาษาเก่าหรือภาษาโบราณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำภาษาเก่าโบราณมาประยุกต์เพื่อให้เกิดเป็นคำที่คนพอจะจำได้ผสมกับภาษาที่ใช้ในปัจจุบัน

กึ๋นกล่าวว่า แม้ตนจะหันมาทำมาหากินด้านการประพันธ์เพลง ตนจึงต้องศึกษาทั้งภาษาและคำใหม่ ๆ เพื่อปรับใช้ในชีวิตการทำงานของตัวเองเสมอ การทำงานของเขานั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของการแต่ง ทำให้เขาสามารถทำงานได้ในทุกที่ แม้กระทั่งบนรถทัวร์ขณะเดินทางกลับไปยังอุบลฯ บ้านเกิด 

แรงบันดาลใจที่ทำให้เข้าสู่วงการดนตรีเพลงพื้นบ้านสร้างสรรค์

การเข้าสู่วงการดนตรีพื้นบ้านแบบไม่คาดคิดของเขาทำให้เส้นทางเปลี่ยนและต่างออกไป ในช่วงแรก กึ๋นมีความฝันอยากแต่งเพลงแนวลูกทุ่งหมอลำ เพราะในวัยเด็กของเขาชื่นชอบวงตลกเพชรพิณทองและทำให้ได้รู้จักกับ เพลงลูกทุ่งอีสาน ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาษาบ้านเรา เพลงที่เขาจำได้ไม่ลืมคือ เพลงอีสานบ้านเฮา จนได้มาทราบภายหลังว่า อาจารย์พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นผู้แต่งเพลงนี้ ยิ่งสร้างความรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจมากยิ่งขึ้นอีกเมื่อพบว่า อาจารย์ คือคนอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี เช่นตน นับว่าเป็นคนบ้านเดียวกันที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างในหัวใจโดยที่เขาไม่รู้ตัว

จนการมาของแนวเพลงอีสานอินดี้ สร้างกระแสเพลงอีสานอีกครั้ง ทำให้เขาได้รู้จัก เบิ้ล ปทุมราช ผ่าน Facebook Youlike คลิปเด็ด จนกลายมาเป็นไอดอลให้เด็กอีสานในช่วงยุคนั้นรวมถึงเขาออกมาแต่งเพลงและร้องเพลงแนวอีสานอินดี้บ้าง กึ๋นมองว่าตนเองนั้นอาจเสียงไม่ดี แต่สิ่งที่มีคือเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้ เบิ้ล ปทุมราช จึงเป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขามองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเอง

ในเวลาต่อมา ช่วงศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย กึ๋น ได้จับพลัดจับผลูมาช่วยงานวงโปงลางในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งช่วงเวลานั้นขาดผู้แต่งเพลงสำหรับการแสดงสักการะ เนื้อเพลงที่มีความหมายเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ การบูชาและการยกย่องเทิดทูนเป็นหลัก จึงทำให้เขาได้มีโอกาสทำงานด้านการแต่งเพลงทำนองสักการะและเปลี่ยนแนวทางจากการแต่งเพลงแนวลูกทุ่งอีสานและอีสานอินดี้ มาเป็นเพลงสักการะเป็นหลัก ต่อมาเขาได้แต่งเพลงให้กับวงศิลป์อีสานของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำให้ได้มีโอกาสเข้าสู่การแต่งเพลงพื้นบ้านสร้างสรรค์แนวเพลงประยุกต์โดยปริยาย

คัมภีร์ใบลาน บันทึกอักษรธรรมอีสาน

ความท้าทายใหม่ของวงการดนตรีอีสาน

กล่าวได้ว่านี่เป็นความท้าทายใหม่ของวงการดนตรีอีสาน ที่สามารถเจาะกลุ่มตลาดเพื่อสร้างสรรค์และนำเพลงเข้าสู่ Pop Culture ได้ ปรากฏการณ์นี่จึงไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์บทเพลงเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเอาวัฒนธรรมและภาษาอีสาน เดินทางผ่านเรื่องราวเข้าสู่วัฒนธรรมหลัก ได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากทั้งในไทยและต่างประเทศ การสื่อสารอารมณ์ การสร้างสรรค์บทเพลงและเนื้อร้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ดนตรีสามารถเข้าถึงทุกคนบนโลกได้ การันตีจากไวรัลเพลงผาบมารที่ถูกนำไป Cover ตามเนื้อหาของซีรีส์ที่เราเห็นได้ผ่าน ทาง TikTok กว่า 59,000 ครั้ง ตลอดจนบัตรคอนเสิร์ต เขมจิรา THE GOLDEN TIME CONCERT นำทัพด้วยเหล่านักแสดงและแขกรับเชิญระดับตำนาน อย่าง นกน้อย อุไรพร และ อ๊อฟ สุรพล ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17-18 มกราคม 2569 ณ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี บัตรถูกจำหน่ายหมดทั้ง 2 รอบการแสดง

ท้ายที่สุด ซีรีส์เขมจิราต้องรอด จึงเป็นเหมือนความภาคภูมิใจของภาคอีสาน นำเสนอเรื่องราวผ่าน Setting ในจังหวัดอุบลราชธาณี ตลอดจนการนำทั้งวัฒนธรรม ประเพณี การเล่าเรื่องราวกบฎผู้มีบุญจากบ้านสะพือ ที่ไม่ค่อยจะมีสื่อหลักใดนำมาเล่านักและภาษาอีสานที่เคยถูกห้ามใช้ได้มาอยู่ในสื่อที่ทุกคนยอมรับ นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะผลงานนี้เป็นการรวบรวมเอาศิลปะหลายแขนง ตั้งแต่บทซีรีส์ที่พัฒนามาจากนวนิยาย การนำเสนอผ่านการเล่าเรื่องในงานนิเทศศาสตร์และการสร้างสรรค์ดนตรี เราจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า ซีรีส์เรื่องเขมจิราต้องรอดนี้ เป็น Soft Power หนึ่งของไทย ที่สร้างขึ้นจากคนรุ่นใหม่ในหลากหลายวงการที่มีคุณค่าและสร้างสรรค์

เรื่องโดย รัตนาภรณ์ น้อยวงศ์