Northeastern amulet products

ถอดรหัส โอม มะ อุ รากฐานภูมิปัญญา จากอักษรธรรมอีสาน สู่การเพิ่มมูลค่าให้เครื่องรางร่วมสมัย

อีสาน ดินแดนแห่งอารยธรรมลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงความเก่าแก่ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สุดก็คือ การมีอักษรเป็นของตนเอง อักษรชนิดนี้ทำหน้าที่เสมือนเป็น ศูนย์รวมภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ที่หล่อหลอมโลกทัศน์ของผู้คนในภูมิภาคเดียวกันมาตลอดหลายศตวรรษ นั้นก็คือ

อักษรธรรมอีสาน หรือ ตัวธรรมอีสาน อักษรที่ใช้บันทึกสรรพวิชาการต่าง ๆ ของภาคอีสาน โดยเฉพาะในคัมภีร์ใบลาน ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญของประวัติศาสตร์ไทยอย่างหนึ่ง อักษรธรรมอีสานนั้นมีพัฒนาการมาจากอักษรมอญโบราณแห่งอาณาจักรหริภุญไชยและได้รับอิทธิพลจากอักษรธรรมล้านนา โดยเอกสารโบราณเหล่านี้ก็ไม่ได้บันทึกเพียงหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือวรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังมีการบันทึกทั้งองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ การมู ในรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านโหราศาสตร์ ตํารายา คาถาอาคมและไสยศาสตร์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เองก็สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิต ความศรัทธาและความเชื่อของคนในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี 

ลักษณะของอักษรธรรมอีสานมีความใกล้เคียงกับอักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง ซึ่งใช้ในภาคเหนือของไทย โดยจะแตกต่างกันเพียงบางตัวเท่านั้น อักษรชนิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอักษรชั้นสูง หรือ อักษรศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากถูกใช้ในการจารึกเรื่องราวทางศาสนาเป็นหลัก โดยในภาคอีสานเรียกว่า ตัวธรรมอีสาน ส่วนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเรียกว่า ตัวธรรมลาว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอักษรในรูปแบบเดียวกัน

คัมภีร์โบราณใบจากที่บันทึกอักษรธรรมอีสาน

ช่วงเวลาแห่งความเสี่ยง เมื่ออักษรธรรมถูกละเลยกับความรู้ที่เริ่มเลือนหาย 

อย่างไรก็ตาม แม้อักษรธรรมอีสานจะเคยเป็นอักษรสำคัญที่ใช้บันทึกองค์ความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกของชาวอีสานมายาวนาน หากแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป บทบาทของอักษรชนิดนี้ได้ค่อย ๆ ลดลง จนเกือบสูญหายไปจากความรับรู้ของคนในยุคปัจจุบัน สาเหตุสำคัญของการเสื่อมบทบาทดังกล่าวสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและการขยายอิทธิพลของส่วนกลางสู่ภูมิภาค

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการขยายระบบการศึกษาสมัยใหม่จากส่วนกลางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ การจัดตั้งโรงเรียนหลวงและการกำหนดหลักสูตรกลาง ทำให้อักษรไทยภาคกลางเข้ามามีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในพื้นที่อีสาน โรงเรียนเป็นสถาบันสำคัญที่ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้การอ่านเขียนด้วยอักษรไทยกลางแทนการใช้อักษรธรรมอีสาน ส่งผลให้อักษรพื้นเมืองค่อย ๆ ลดบทบาทลงจากชีวิตประจำวันของผู้คน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติประถมศึกษา ได้ตอกย้ำอำนาจของระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์อย่างสมบูรณ์ อักษรไทยภาคกลางถูกกำหนดให้เป็นอักษรหลักในการเรียนการสอนทั่วประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การใช้อักษรท้องถิ่นอย่างอักษรธรรมอีสานลดความสำคัญลงอย่างชัดเจน ทั้งในแวดวงการศึกษา ศาสนา และการสื่อสารของชุมชน

ผลจากกระบวนการดังกล่าวทำให้อักษรธรรมอีสานถูกละเลยจากการใช้จริงในสังคมเรื่อยมา แม้จะยังคงปรากฏในคัมภีร์ใบลานและวัดวาอารามบางแห่ง แต่ก็ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบของพระภิกษุและผู้ศึกษาด้านโบราณคดีหรือวัฒนธรรมเท่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเช่นในอดีต

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการเกิดพลวัตน์ทางวัฒนธรรมที่มักจะเกิดขึ้นกับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลก เมื่อมีการขยายอำนาจจากรัฐส่วนกลางที่มีอิทธิพลเหนือกว่า กลุ่มท้องถิ่นมักต้องละทิ้งอักษรของตนเองและหันไปใช้อักษรของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง การปกครองหรือในรูปแบบของสงครามก็ตาม กระบวนการเช่นนี้จึงถือเป็นผลพวงของการรวมศูนย์ทางอำนาจและอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งส่งผลให้มรดกอักษรพื้นถิ่นอย่าง อักษรธรรมอีสานค่อย ๆ จางหายไปจากสังคมไทยในที่สุด

ถ้าเราไม่มาต่อยอด มันจะหายไป เรื่องของอักษร เรื่องของการบันทึกต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ มันก็จะกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเก็บไว้เฉย ๆ เท่านั้น

นายกัมพล โสภาเพชร์ นักวิชาการศึกษา ที่สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

สะพานเชื่อมยุคสมัยผ่านคติชนสร้างสรรค์ การแปลงความศรัทธาสู่มูลค่า สายมู ในบริบทธุรกิจ 

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์หรือการนำมาจัดแสดงไว้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้มรดกทางภูมิปัญญาเหล่านี้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมปัจจุบัน  บทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจึงเป็นการขยับจากแนวคิดเรื่อง การอนุรักษ์ไปสู่แนวคิดใหม่อย่างอนุรักษ์สร้างสรรค์ หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจนคือแบรนด์  พิมพ์อีสาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างอัตลักษณ์ฟอนต์อักษรโบราณของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ที่เปรียบเสมือนงานที่ช่วยทั้งในการเก็บรักษาความรู้ดั้งเดิม ต่อยอดองค์ความรู้ใหม่และถ่ายทอดให้เข้ากับยุคสมัยอย่างสร้างสรรค์

โดยชื่อ พิมพ์อีสาน สื่อความหมายได้สองนัยสำคัญ คือ

1. พิมพ์ (แบบที่ ๑) : หมายถึง การสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ เหมือนการพิมพ์หรือผลิตขึ้นใหม่ 

2. พิมพ์ (แบบที่ ๒) : หมายถึง การอนุรักษ์ หรือการคัดลอกต้นฉบับเพื่อสืบทอดองค์ความรู้เดิม 

ดังนั้นคำว่า พิมพ์อีสาน จึงมีพันธกิจสำคัญในการ อนุรักษ์และสร้างสรรค์ความเป็นอีสาน ผ่านการนำชุดข้อมูลจากเอกสารโบราณมาพัฒนาและต่อยอด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์บริบทการใช้งานร่วมสมัยและที่สำคัญคือ เข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตและเยาวชน

การออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละตัว เราจะมีการใช้อักษรโบราณหลัก ๆ ก็จะมีอักษรธรรมอีสาน อักษรไทยน้อยครับ แล้วก็เอามาบวกกับพวกคติชน ชุดข้อมูลคติชนต่าง ๆ ของชาวอีสาน รวมไปถึงชุดข้อมูลคติชนของกลุ่มอื่น ๆ ด้วย โดยเราใช้แนวคิด คติชนสร้างสรรค์ เข้ามาจับครับ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในบริบทปัจจุบันและสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้

นายกัมพล โสภาเพชร์

คติชนสร้างสรรค์ หรือกระบวนการนำคติชนทั้งเรื่องเล่า ความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปะพื้นบ้าน และภูมิปัญญาที่สั่งสมมากลับมามีชีวิตอีกครั้งในบริบทปัจจุบัน มาเรียบเรียงและเล่าเรื่องราวใหม่ผ่านการสร้างสรรค์ การประยุกต์ และการสื่อความหมายให้ร่วมสมัยในโลกที่เปลี่ยนไปมากขึ้น โดยยังรักษาแก่นแกนของความเชื่อเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ก่อเป็นคุณค่าในรูปแบบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แนวคิดคติชนสร้างสรรค์จึงมักปรากฏในหลายมิติ เช่น การสร้างใหม่ในบริบทใหม่ ที่เกิดจากการหยิบพิธีกรรมหรือความเชื่อเดิมมาตีความใหม่ให้เหมาะกับวิถีชีวิตผู้คนในยุคปัจจุบัน เช่น พิธีสู่ขวัญแบบย่อส่วนสำหรับนักท่องเที่ยว หรือพิธีกรรมชุมชนที่ปรับให้กระชับขึ้นแต่ยังคงความหมายเดิม

จากแนวคิดอนุรักษ์ผ่านคติชนสร้างสรรค์ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่สามารถเชื่อมโยงกับความเชื่อของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือสินค้าประเภท “มู” หรือเครื่องรางของขลังที่ผสานความศรัทธาเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัย เช่น

กำไลอักษร “มะ”, “มะอุ” หรือ กำไลสแตนเลสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก อักษร มะ ในอักษรธรรมอีสาน ซึ่งถือเป็น อักษรศักดิ์สิทธิ์ ที่มักปรากฏอยู่ในยันต์และคาถาต่าง ๆ เช่น “โอม มะอุ” และยังเชื่อมโยงกับคำมงคลในพื้นที่อย่างคำว่า มหาสารคาม มหาชัย หรือ พระธาตุนาดูล นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังได้ออกแบบอักษร มะ ให้กลายเป็นลวดลายใหม่ในชื่อ ลวดลายมงคลอานันท์ (Mongkhun Anand) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ฮูปแต้ม หรือจิตรกรรมฝาผนังพื้นบ้านอีสาน  โดยมีลวดลายที่ถูกจัดเรียงให้ต่อเนื่องกัน เพื่อสื่อถึงความมงคลและความเจริญงอกงามที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าความละเอียดในเชิงอนุรักษ์ยังปรากฏอยู่ในองค์ประกอบของชิ้นงาน อย่างการใช้ลวดลายจาก ธรรมาสน์ ของชาวอีสานและการออกแบบโลโก้แบรนด์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการมัดคัมภีร์ใบลานแบบยันต์ตรีสิงเห ซึ่งมีว่าช่วยเสริมพุทธคุณและปกป้องคุ้มครอง 

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิด อนุรักษ์สร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี คือ กำไลเรียกขวัญ ซึ่งต่อยอดจากคติความเชื่อเรื่อง ขวัญ ของชาวอีสานที่มักจะประกอบพิธี บายศรีสู่ขวัญ เพื่อเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว  ทีมนักออกแบบจึงได้มีการแปลงพิธีกรรมนี้ให้กลายเป็นวัตถุมงคลในรูปแบบร่วมสมัย โดยนำคำว่า มงคล ในพิธีเรียกขวัญ มาสลักลงบนจี้กำไลด้วย อักษรธรรมอีสาน ได้แก่คำว่า มาเยอ ขวนเอ้ย (มาเถอะ ขวัญเอ๋ย) ส่วนด้านหลังของจี้ยังสลักเป็นรูปบายศรีสู่ขวัญ ทำให้กำไลชิ้นนี้ทำหน้าที่เสมือน เครื่องรางประจำตัว ที่ช่วย เรียกขวัญ อยู่เสมอเมื่อสวมใส่ 

สำหรับเป็นสายมู…..เพราะมันมีพื้นฐานจากความเชื่อดั้งเดิม ความศักดิ์สิทธิ์ แต่เราเพียงปรับให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ที่ชุดความหมายเดิมยังคงอยู่เพียงแต่เราเพิ่มมิติใหม่ให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นายกัมพล โสภาเพชร์ 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนำเอาศิลปะ ความเชื่อ ความศรัทธาและภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ผ่านกระแสความนิยมอย่าง การมู นั้น กำลังกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้รากเหง้าของวัฒนธรรมอีสานฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เฉกเช่น อักษรธรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านกำไลหรือสินค้ามูอื่น ๆ ของแบรนด์พิมพ์อีสาน จึงเปรียบเสมือนเครื่องรางความเชื่อและประตูที่เชื่อมคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวาด้วยความวิจิตรและความสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบ ไม่เพียงเท่านั้นตัวแบรนด์ยังเปิดโอกาสให้นิสิตหรือคนทั่วไปที่สนใจ ให้สามารถเข้ามาศึกษา ค้นคว้า หรือขอคำปรึกษาจากสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสานได้โดยตรง เนื่องจากมีทั้งชุดข้อมูลต้นฉบับจำนวนมาก วรรณกรรม นิทาน และพิธีกรรม โดยเฉพาะองค์ความรู้เกี่ยวกับการสู่ขวัญเรียกขวัญที่ยังพบในใบลานหลายผูก ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของท้องถิ่นอีสาน

ท้ายที่สุด อักษรโบราณเหล่านี้นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังเปรียบเสมือนรหัสทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่บรรพชนได้เหลือไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง ในมุมหนึ่ง หากอักษรเหล่านี้ไม่ได้รับการต่อยอดทางความคิดสร้างสรรค์ มันก็จะถูกลดทอนสถานะลงเหลือเพียงตัวอักษรโบราณที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำ หรือเป็นเพียงวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น คุณค่าและความมีชีวิตชีวาในวิถีชีวิตของผู้คนก็จะเลือนหายไป แต่ในทางกลับกัน เมื่อศิลปะวัฒนธรรมจากอักษรโบราณเหล่านี้ถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่ผ่าน มิติของการ ‘มู’ และการออกแบบที่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นบนกำไล เสื้อผ้า หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ภาพอนาคตของอักษรธรรมก็จะมีโอกาสเดินทางกลับสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนอีกครั้ง อักษรเหล่านี้จะถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่จะกลายเป็น ความเชื่อ ที่จับต้องได้ ด้วยความวิจิตรความงดงาม ของศิลปะและอัตลักษณ์ที่ร่วมสมัย ซึ่งสามารถสื่อสารกับคนยุคใหม่ได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่าวัฒนธรรมนั้น ไม่ได้หยุดนิ่ง สามารถที่จะปรับตัว สร้างความเติบโตและเดินทางไปพร้อมกับผู้คนในยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างลงตัว