วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในปี พ.ศ.2568 นับเป็นการปะทะด้วยอาวุธที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ หลังจากความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและปะทุจนเป็นการสู้รบอย่างเปิดเผยในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 สถานการณ์ดังกล่าวได้เผยให้เห็นถึงผลกระทบที่ซับซ้อนต่อชีวิตของผู้คนตามแนวชายแดน ความขัดแย้งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของชาวบ้านบริเวณชายแดนอย่างกว้างขวาง มีรายงานการใช้ปืนใหญ่และจรวดยิงใส่ดินแดนไทย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโรงพยาบาล โรงเรียน สถานีบริการน้ำมันและทรัพย์สินของประชาชนในฝั่งไทย มีรายงานว่าโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนได้รับความเสียหายประมาณ 20 แห่ง โดยมีมูลค่าความเสียหายโดยประมาณ 285 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลา หลายปีในการฟื้นฟูทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ
เพื่อให้เข้าใจถึงความเสียหายและรอยบาดแผลร้าวลึกในจิตใจที่ยากต่อการซ่อมแซม-สร้าง ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ผ่านชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างและการฟื้นคืนของการซ่อมแซมสภาพจิตใจของผู้ในชายแดน ที่ต้องรื้อชิ้นส่วนของชีวิตขึ้นมาประกอบใหม่ด้วยตัวเอง
สำรวย โนลี อายุ 61 ปี ชาวบ้านตาแท่น ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ที่รู้ว่าบ้านของตัวเองเป็นหนึ่งในบ้านที่ถูกกระสุนปืนเจาะทะลุ จากคำบอกเล่าของญาติพี่น้องที่แวะมาถามด้วยความเป็นห่วง สิ่งที่สำรวย พอจะทำได้ในตอนนั้นมีเพียงแค่การตอบคำถามกลับไปพร้อมรอยยิ้ม เพราะตอนนั้นมันคงไม่มีอะไรยากไปกว่าการต้องทำใจให้เข้มแข็ง ขณะที่ในหัวอกเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เพราะสิ่งที่เสียไปนั้นก็คือบ้านและที่ทำกินของตนเอง
ความเสียหายที่มันเกิดขึ้นมันบ่แม่นสิซ่อมกันง่าย ๆ สิสามมื้อสามเดือนก็ยังเสียใจอยู่ แต่แม่(ภรรยา)กะบอกว่า เต็มที่แล้ว เฮากะต้องยอมรับ
สำรวย โนลี อายุ 61 ปี ชาวบ้านตาแท่น ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ชีวิตในบังเกอร์ หลุมหลบภัยที่ไม่เคยปลอดภัยจริงของคนชายแดนไทย-กัมพูชา
วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้คนในอำเภอกันทรลักษณ์ยังคงใช้ชีวิตปกติเช่นทุกวัน สำรวย เล่าว่าในวันนั้นตนตื่นขึ้นมาในเช้าตรู่ของวันเพื่อกรีดยางและทำเกษตรตามปกติ ก่อนจะออกไปซื้อหัวอาหารปลาที่ร้านค้าในชุมชน และได้ยินชาวบ้านร้องเตือนกันว่า ให้รีบเก็บข้าวของเข้าบ้านก่อน 4 โมงเย็น เพราะจะเริ่มมีการปะทะกันเกิดขึ้น เมื่อกลับมาบ้าน ตนจึงรีบเอาอาหารไปหว่านให้ปลาในบ่อพร้อม ๆ กับเสียงปืนที่ดังสะเทือนไปทั่วบริเวณโดยรอบ วินาทีนั้นคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเอาชีวิตของตนเองให้รอด ตนเก็บข้าวของที่จำเป็นเข้าบ้านและอพยพตามคนอื่น ๆ เข้าไปหลบในบังเกอร์ของชุมชน
ในชุมชนเต็มไปด้วยความชุลมุน ชาวบ้านต่างพากันเก็บข้าวของจำเป็นขึ้นรถ นักเรียนต้องหยุดเรียนกะทันหัน เด็กเล็กและคนชราถูกอพยพออกไปยังนอกอำเภอหรือศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุดเพื่อความปลอดภัย ส่วนผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องพยายามประคองสติท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงปืนที่ดังไม่เว้นในแต่ละคืน ในช่วงเวลาเพียง 4-5 วันในบังเกอร์ กับเสียงระเบิดที่ดังตลอดทั้งวัน ทั้งตอนเช้าและเย็นบรรยากาศภายในที่คับแคบเต็มไปด้วยความอึดอัด ของชาวบ้านตาแท่นทั้งชายและหญิงที่ต้องเบียดกันอยู่ในพื้นที่จำกัดและแม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนอยากพักผ่อนเพียงใด แต่ทุกคนก็ทำได้แค่เฝ้าตื่นตัวรอรับเหตุการณ์ตลอดเวลา แม้บังเกอร์จะเป็นที่หลบภัยที่ดีที่สุดของชุมชนในเวลานั้น ทว่าความจริงแล้วมันกลับป้องกันได้เพียงกระสุนปืนเล็ก ๆ ท้ายที่สุดแทบจะไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของตนเองในวินาทีนั้นได้เลย
หลายครอบครัวที่ต้องอาศัยหลบในบังเกอร์ กว่าจะได้กลับเข้าบ้านอีกครั้งก็ราว ๆ วันที่ 4 ของเหตุการณ์การปะทะ การต้องเผชิญหน้ากับความเสียหายที่ต้องเจอคงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจของผู้คนในขณะนั้น ชาวบ้านยังคงต้องเตรียมสัมภาระที่จำเป็นใส่รถเอาไว้ เพื่อให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง
บอกตรง ๆ ว่าบังเกอร์ช่วยได้แค่ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าปืนใหญ่มาตกใกล้ ๆ ก็คงบ่รอด แต่ก็จำเป็นต้องอยู่เพราะเฮาบ่มีทางเลือก

แผลลึก ฝังใจ วิตกกังวล มองไม่เห็นแต่กัดกินชีวิตและสภาพจิตใจ คนในชุมชน
หลังเหตุยิงกัน ชีวิตของสำรวย เปลี่ยนไปหลายอย่าง แม้ยังพอทำงานได้บ้าง แต่ก็ไม่กล้าออกไปไหนไกล เพราะไม่รู้ว่ากระสุนจะมาเมื่อไหร่ หรืออาจจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว ความเสี่ยงและความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็อาจหมายถึงชีวิต สำรวยเล่าว่า ตนเองไม่ได้กรีดยางที่เป็นทั้งอาชีพและช่องทางหารายได้หลักของตนเลยเป็นเวลาเกือบ สองเดือนเต็ม ๆ รายได้ที่เคยพอให้ครอบครัวอยู่ได้วันละ 400-500 บาท ก็หายไปทันทีและเมื่อเงินเดือนไม่มี เขาจึงต้องหยิบเงินเก่าที่เก็บสะสมมาใช้ ทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันและค่าซ่อมรถไถที่เสียหายจากลูกเบิ่ด ทุกอย่างกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่ต้องจ่าย เพียงเพราะบ้านของตัวเองอยู่ใกล้แนวปะทะ อย่างไรก็ตาม แม้อบต. จะประเมินเงินช่วยเหลือ บ้านเรือนที่เสียหาย หลังละ 5,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ไม่นานก็แทบจะหมดไป
เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ รายได้ของชาวบ้านก็หายไปพร้อมกับความไม่มั่นคง ชีวิตต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทั้งหวาดกลัว ไร้ซึ่งหลักประกัน จะย้ายบ้านก็ไม่ได้ เพราะบ้านและนาได้สร้างและลงแรงไว้หมดแล้ว หากจะย้ายก็ต้องขาย ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งสำรวยมองว่า คงยากเกินกำลัง การอยู่ที่ชายแดนแบบเดิมจึงเป็นทางเลือกเดียวของตนเอง
สำรวย ยังเล่าต่อว่า ตอนนี้จิตใจสภาพจิตใจของตนและครอบครัวนั้นก็ยังไม่เต็มร้อยดี ทุกครั้งที่ฟ้าร้อง ใจก็เต้นแรง จนสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะความกลัวยังอยู่ แม้กระทั้งยามกินข้าวหรือตอนกรีดยางก็ยังต้องพะว้าพะวังเพราะเสียงดังและความรู้สึกหวาดกลัวที่แทรกอยู่ทุกซอกมุมของชีวิตประจำวัน
แม่(ภรรยา)ออกไปกรีดยาง กรีดอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียง ตูม จนตกใจวิ่งหนี จนต้องเอิ้นบอกว่ามันแค่เสียงฟ้าร้องไม่ใช่เสียงระเบิ่ด

หัวเราะทั้งน้ำตา กับการใช้สุราเพื่อบรรเทาความรู้สึก
สำรวย เล่าต่ออีกว่า ตนต้องพยายามทำให้ตัวเองและคนรอบข้างหัวเราะเพื่อคลายความเครียด จนกลายเป็นความเคยชินที่ค่อย ๆ ฝังอยู่ในชีวิตอย่างน่าเจ็บปวด เปรียบเสมือนความเสียหายจากสภาพจิตใจที่ไม่มีตัวเลขสถิติหรือรายงานความรุนแรงใดจะบันทึกออกมาเป็นตัวเลขได้
ต้องหัวเราะให้มันลืมความกลัว ให้มันชิน บางวันก็นอนบ่ได้ ต้องกินนั้นละ(เหล้าขาว)สักแก้วให้มันเมาจนหลับไปเอง
สำรวย หวังเพียงอย่างเดียวว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจะยุติลงโดยเร็ว ไม่ว่าเหตุปะทะจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม เขาเพียงต้องการให้มันจบลงโดยเร็วที่สุด เพราะเมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ นั้นหมายความว่าคนในชุมชนก็ไม่อาจจะทำมาหากินได้ตามปกติเช่นเดิม ชีวิตที่ควรจะสงบกลับต้องแขวนอยู่กับข่าวการปะทะที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าชายแดนจะมีข้อดีมากมาย ทั้งอาหาร ธรรมชาติ ปูปลาและความอุดมสมบูรณ์ที่มีมากมาย แต่ทันทีที่เสียงปืนดัง ทุกอย่างก็หมดความหมาย ท้ายที่สุดแล้ว ความฝันของสำรวย โนลี คือ การได้เห็นชายแดนกลับมาเป็นพื้นที่ที่มีแต่สงบสุข เป็นพื้นที่ที่ลูกหลานจะสามารถเติบโตโดยไม่ต้องหวาดผวาเสียงปืน ไม่ต้องวิ่งหลบเข้าบังเกอร์และไม่ต้องสะดุ้งหรือตื่นตัวทุกครั้งที่มีเสียงฟ้าร้อง แม้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกนานก็ตาม

วงจรแห่งความกลัว เมื่อเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง รุนแรง ยาวนานบนชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานรัฐ เร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจะเกิดเหตุปะทะทางการทหารอีกครั้ง นับจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา
สำรวย เล่าว่า ในวันเกิดเหตุตนได้รับข้อความแจ้งเตือนจากภาครัฐและได้รับข่าวสารจากคนในหมู่บ้านเช่นเดิม เด็ก ผู้สูงอายุ และชาวบ้านบางส่วนเดินทางไปยังศูนย์อพยพตามจุดที่ภาครัฐแจ้ง
การปะทะเริ่มต้นขึ้นราวตี 4 ของอีกวันหลังการแจ้งเตือน ขณะนั้นสำรวยและภรรยาออกไปกรีดยางตามปกติเช่นทุกวัน เขาและภรรยา ต้องรีบเก็บข้าวของอย่างรีบเร่งไปยังบังเกอร์ของชุมชนเช่นเดิม ในระยะเวลาตลอดการปะทะ ชีวิตของชาวบ้านรวมถึงสำรวยเอง ต้องอาศัยอยู่ภายในบังเกอร์เป็นหลัก เพราะการปะทะครั้งนี้ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าครั้งก่อน ต้องอาศัยช่วงเวลาที่เสียงปืนและเสียงระเบิดเงียบลง กลับมาบ้านเพื่ออาบน้ำ สำรวจสวนยาง บ้าน และหยิบข้าวของที่จำเป็นแล้วรีบกลับไปหลบในบังเกอร์ สถานการณ์ครั้งนี้มีช่วงเวลาที่หยุดปะทะน้อยลงต่างจากการปะทะในครั้งแรก ที่มีช่วงเวลาพักคือช่วงเที่ยง และชั่วค่ำ แต่ครั้งนี้การปะทะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการตอบโต้กันไปมาของทหารทั้งสองฝั่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจากปะทะสร้างความวาดกลัวให้ประชาชนบริเวณชายแดนมากขึ้น สำรวยเล่าถึงจุดนี้ว่า ตนและเพื่อนในบังเกอร์เองยังคงต้องพึ่งสุราในการปลอบขวัญ ใช้ในการนอนหลับและไม่ทำให้บรรยากาศภายในบังเกอร์ต้องเกิดความอึดอัดมากเกินไป จนกลายเป็นชีวิตประวันจำวันของชาวบ้านที่ยังคงอยู่ต้องอยู่ในบังเกอร์ จนกว่าเหตุการณ์ปะทะครั้งนี้จะจบลง ติดตามสถานการณ์ปัจจุบันที่นี่