จากผืนนาสู่บ่อทอง! กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์  สินค้า GI พลิกชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้รอบละ 5 แสนบาท

เรื่อง กัลยากร มั่นคง Intern ซาวอีสาน

หากพูดถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ ภาพจำของหลายคนอาจหยุดอยู่ที่ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ หรือความวิจิตรของผ้าไหมแพรวา แต่ในวันนี้ “กุ้งก้ามกราม” กำลังกลายเป็นตัวละครใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชน เมื่อเกษตรกรในพื้นที่ตัดสินใจทิ้งคันนา แล้วหันมาคว้าโอกาสในบ่อกุ้งที่สร้างรายได้สูงถึง 500,000 บาทต่อรอบการจับ ที่นี่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่กุ้งก้ามกรามบ้านโปร่งแค ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ 

ทิ้งนามาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กับรายได้ที่พลิกผันให้ลืมตาอ้าปากได้

ย้อนกลับไปในปี 2558 เฉลิมพงษ์ บาริศรี หรือ ‘พ่อจวง’ ในวัย 64 ปี คือ ภาพสะท้อนของเกษตรกรไทยที่ดิ้นรน พ่อจวงเคยล้มเหลวจากการทำนา จนต้องหันไปเป็นพ่อค้าขายกับข้าวในกรุงเทพฯ เพื่อส่งลูกเรียนแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขากลับบ้านเกิดและพบว่า “น้ำ” จากเขื่อนลำปาวไม่ได้มีไว้แค่ทำนา พ่อจวงเริ่มศึกษาวิศวกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจัง เปลี่ยนความล้มเหลวในอดีตให้กลายเป็นบทเรียน จนสามารถสร้างรายได้แตะหลักครึ่งล้านต่อรอบ พลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ และกลายเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่กุ้งก้ามกรามบ้านโปร่งแคในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการลงมือทำมักไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอ การเลี้ยงกุ้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากยังน้อยประสบการณ์ และการเลี้ยงที่ไม่ถูกวิธี อีกทั้งกุ้งที่เลี้ยงยังเป็นกุ้งสายพันธุ์ดั้งเดิม โดยมากผลผลิตที่ได้จะมีลักษณะเป็น “กุ้งโก๋” คือ กุ้งที่มี หัวโต เนื้อน้อย ปัญที่พบเจอทำให้คุณตาจวงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาวิธีเลี้ยงกุ้งจาก “คุณประกอบทรัพย์ ยอดแก้ว” นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งและเป็นบุคคลที่มีผลงานด้านการเกษตรที่เป็นที่ประจักษ์ หลังจากที่ได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงกุ้ง คุณตาจวงได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของตนเอง แล้วจึงถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงสู่เกษตรกรท่านอื่น ทั้งยังมีการริเริ่มเลี้ยงกุ้งที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีการพัฒนาแล้ว ทำให้ลักษณะของกุ้งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เป็นกุ้งโก๋ลดลง นำไปสู่การที่กุ้งกาฬสินธุ์ได้รับการยกย่อง และมีชื่อเสียงในลำดับต่อมา

(เสื้อแดง) เฉลิมพงษ์ บาริศรี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่กุ้งก้ามกรามบ้านโปร่งแค อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ กุ้งสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่โดยเฉพาะ

พ่อจวง เล่าต่อว่า ในช่วงเริ่มต้นเลี้ยงกุ้ง การเตรียมบ่อจะใช้บ่อปูนซีเมนต์ แต่ผลผลิตยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงเปลี่ยนมาเตรียมบ่อจุลินทรีย์ คือการขุดบ่อดินแทนการใช้บ่อซีเมนต์ ปรากฏว่าผลผลิตดี กุ้งมีอัตตราการตายน้อย จึงเลี้ยงวิธีนี้เรื่อยมา โดยการเตรียมบ่อเริ่มจากการขุดบ่อดิน และใช้ “ปูนมาร์ล” ซึ่งเป็นปูนที่ใช้ในการปรับปรุงดินหว่านลงบนพื้นบ่อ  มีการหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นเวลา 36-48 ชั่วโมง เปิดน้ำแล้วเอาจุลินทรีย์ลงในบ่อ จากนั้นปิดทิ้งไว้ 3 วัน จึงจะสามารถใช้งานได้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำเป็นหลักตั้งแต่การเตรียมบ่อ โดยเน้นการใช้ระบบจุลินทรีย์บาซิลัสร่วมกับน้ำหมักสังเคราะห์แสง เพื่อช่วยบำบัดน้ำ ลดของเสีย และสร้างสมดุลภายในบ่อเลี้ยง มีการตรวจวัดค่า pH ของน้ำอย่างเข้มงวดวันละ 2 ครั้งตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการปรับสภาพน้ำโดยใช้เกลือเม็ดในช่วงเริ่มต้นการเลี้ยง เพราะกุ้งสายพันธุ์ที่นำมาเลี้ยงมีต้นกำเนิดมาจากน้ำกร่อย ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำเค็มเกิดจากการผสมกันของน้ำเค็มและน้ำจืด การใส่เกลือจะช่วยให้กุ้งสามารถปรับตัวเข้ากับที่อยู่ใหม่ได้ดีขึ้น 

การคัดเลือกสายพันธุ์ ปัจจุบันนิยมใช้สายพันธุ์ที่พัฒนาแล้ว ทั้งยังคัดมาเลี้ยงเฉพาะ “กุ้งตัวผู้ล้วน” ในสัดส่วนประมาณ 90% ของทั้งหมด เนื่องจากโตเร็ว แข็งแรง และช่วยลดปัญหาการกินกันเองใน ช่วงลอกคราบ การเลี้ยงกุ้งจะมีวงจรการผลิตเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน โดยรวมระยะอนุบาลประมาณ 1 เดือน และอีก 20 วัน ต้นทุนหลักมาจากค่าอาหารกุ้งซึ่งเป็นโปรตีน ราคาประมาณถุงละ 1,280 บาท เมื่อรวมค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า และค่าเตรียมบ่อ จะมีต้นทุนรวมเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 25,000 บาท ในส่วนของรายได้ ราคาขายส่งทั่วไปเริ่มต้นที่กิโลกรัมละประมาณ 250 บาท แต่หากจำหน่ายในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดมารับซื้อกุ้งเป็นจำนวนมาก เมื่อกุ้งที่บ่อหมดจะทำให้ราคาที่นำไปขายสู่ท้องตลาดพุ่งสูงขึ้น ประมาณกิโลกรัมละ 300-400บาท หรืออาจจะมากขึ้นแล้วแต่ราคาที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าได้ตั้งไว้

กุ้งน็อก ราคาตก ปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ด้วยความรู้และการรวมกลุ่มพัฒนาการเลี้ยง

ปัญหาสำคัญของการเลี้ยงกุ้ง คือ สภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า มักทำให้เกิดภาวะ “กุ้งน็อก” จากความเครียดและความร้อนสูง เหตุการณ์นี้มักเกิดในช่วงเดือนมิถุนายน และส่งผลให้เกษตรกรต้องเร่งจับกุ้งขายก่อนกำหนด ทำให้ราคาจำหน่ายลดลงเหลือประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท ส่งผลกระทบต่อรายได้และผลกำไรของผู้เลี้ยงอย่างมาก จากปัญหาที่เกิดขึ้น ความต้องการกุ้งของตลาดที่มีมาก จำนวนเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งในกาฬสินธุ์ที่มีจำนวนมากขึ้น การรวมตัวจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นอีกหนทางที่สามารถพัฒนาทั้งกระบวนการผลิต การส่งเสริมความรู้ งบประมาณ และการต่อยอดจากหน่วยงานภาครัฐได้ คุณตาจวงและเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งคนอื่นๆเกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรขึ้น มีชื่อกลุ่มว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่กุ้งก้ามกรามบ้านโปร่งแค” ภายในกลุ่มจะมีทั้งการให้ความรู้ การประชุมพูดคุยในการเลี้ยงกุ้งแก่เกษตรกรและผู้คนที่สนใจในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นเลี้ยง การเตรียมบ่อ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมถึงการจัดจำหน่าย ที่สำคัญการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในกลุ่มจะทำให้เกษตรกรสามารถแก้ปัญหาและมีภูมิต้านทานต่อการแข่งขันในตลาดได้ดี ยังมีการแจกหัวเชื้อจุลินทรีย์ การนำกุ้งเข้าร่วมจำหน่ายในงานต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ GI จากการรวมกลุ่มครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและในระดับชุมชน จนมีความพร้อมในการจำหน่าย อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อช่วยสร้างรายได้ และคงรักษาชื่อเสียงของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ GI ไว้ด้วย

กุ้งก้ามกราม สินค้า GI จาก จ.กาฬสินธุ์

กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์” เปลือกบาง ก้ามอ้วนสั้น เนื้อแน่น  นี่เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นที่เมื่อพูดถึง กุ้งจากกาฬสินธุ์ที่คนกินต้องนึกถึง โดยพื้นที่ในการเลี้ยงส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเขื่อนลำป่าว หรือเขตชลประทานที่สามารถส่งน้ำไปถึง หลักๆ กระจายอยู่ใน อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด และ อ.ห้วยเม็ก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ทำให้กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อรับรองคุณภาพ ด้วยกุ้งที่มีลักษณะดี ทั้งยังได้การรับรองมาตรฐาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่กุ้งกาฬสินธุ์จะขึ้นมาเป็นสินค้าขึ้นชื่อ และสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจำนวนมาก

จังหวัดกาฬสินธุ์มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะจากเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ช่วยให้มีน้ำใช้ทางการเกษตรและเลี้ยงกุ้งได้ตลอดทั้งปี น้ำในพื้นที่มีค่าความเป็นด่างในช่วง 30 – 60 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้กุ้งมีเปลือกไม่หนาจนเกินไป ประกอบกับพื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย ทำให้กุ้งที่เลี้ยงมีตัวใสสะอาด โดยกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ เนื่องจากเป็นกุ้งก้ามกรามที่มีส่วนลำตัวยาวกว่าส่วนหัว ก้ามมีสีน้ำเงินหรือน้ำเงินปนส้ม และมีปุ่มหนามกระจายทั่วก้าม เปลือกบาง สีเขียวปนฟ้าหรือน้ำตาลทอง เปลือกมันเงา เนื้อมีความ เหนียว นุ่ม และแน่นเต็มเปลือก เมื่อนำไปปรุงสุกจะมีรสชาติหวานและไม่มีกลิ่นคาว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัด  (กรมทรัพย์สินทางปัญญา, 2568) 

หากต้องการสัมผัสรสชาติ GI ของดีเมืองน้ำดำ สามารถปักหมุดไปที่ “ลำปาว ฟาร์มกุ้ง” อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หรือติดต่อผ่าน Facebook: ลำปาว ฟาร์มกุ้ง