
กรณีการตรวจพบสารหนู บริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ทั้งในแง่ความปลอดภัยของน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและการทำมาหากินของชุมชนริมน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักหลายชนิดในแม่น้ำกก ทำให้ความกังวลยิ่งทวีขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลในหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ข่าวสารที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลคลาดเคลื่อนและข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ซาวอีสาน จึงอยากพาทุกคนมาร่วมตรวจสอบและค้นหาความจริงไปด้วยกันว่า สารพิษเหล่านี้มาจากไหนและจริงหรือไม่ที่ต้นตอของปัญหาสารพิษในแม่น้ำโขงตอนล่างเชื่อมโยงมาจากแม่น้ำกก ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต
ย้อนไทม์ไลน์สารหนูแม่น้ำกกมาจากไหน ?
กรณีการตรวจพบ สารหนู ปรอทและโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก นับเป็นเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชุมชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงที่พึ่งพาแม่น้ำกกทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การเพาะปลูกและการทำประมงในชีวิตประจำวัน หลังเกิดเหตุ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำจากหลายจุดตลอดลำน้ำกก ผลการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นทางการระบุชัดเจนว่า มีการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิด โดยเฉพาะ สารตะกั่วและ สารหนู ซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง จนทำให้แม่น้ำกกถูกประเมินว่าเป็นพื้นที่น้ำเสี่ยงต่อสุขภาพและไม่เหมาะแก่การนำน้ำไปใช้ทั้งด้านการบริโภคและการอุปโภค
อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จำกัดเฉพาะแม่น้ำกกเท่านั้น แต่ยังพบการปนเปื้อนลักษณะเดียวกันใน แม่น้ำสาย ซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเชื่อมต่อพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา ผลการตรวจพบนี้ทำให้หน่วยงานรัฐ นักวิชาการและภาคประชาชนให้ความสนใจ ถึงต้นตอของสารพิษที่แพร่กระจายลงสู่ลำน้ำทั้งสองสายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จากการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลโดยหลายหน่วยงาน รวมถึงเว็บไซต์ Stimson ซึ่งเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเกี่ยวกับการขยายตัวของเขตเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา พบว่าเหมืองแร่ประเภทเอิร์ธและการทำเหมืองแบบเปิดที่เร่งขยายพื้นที่อย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษ ภาพดาวเทียมแสดงให้เห็นการตัดป่า การขุดแร่และบ่อกักสารเคมีจำนวนมากในพื้นที่ต้นน้ำเหนือเขตแดนไทย ซึ่งมีรายงานประกอบว่ามีการปล่อยน้ำเสียและสารเคมีจากกระบวนการคัดแยกแร่ลงสู่ลำน้ำโดยตรง สารพิษเหล่านี้มีโอกาสไหลตามกระแสน้ำลงสู่แม่น้ำหลักและส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายของไทยในที่สุด
ภายหลังจากมีการยืนยันการปนเปื้อนสารพิษในแม่กก ตามข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของ กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการตั้ง คณะทำงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำผิวดิน คณะทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิ รวมถึงคณะทำงานศึกษาความเหมาะสมและแนวทางการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อทดแทนและแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก 22 ลุ่มน้ำของประเทศไทยและแม่น้ำโขง ตลอดจนมีการประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินสถานการณ์วางแผนตรวจสอบแหล่งกำเนิดสารพิษและจัดทำแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือนประชาชนและการหารือความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดีแม้ภาครัฐจะมีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายและการตรวจสอบ แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีความกังวลสูง เนื่องจากสารหนู ปรอทและโลหะหนักเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบระยะยาวทั้งต่อร่างกาย สิ่งแวดล้อมและระบบเศรษฐกิจของชุมชน ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำในการดำรงชีวิต ตลอดจนเรื่องความปลอดภัยของการเพาะปลูกและผลผลิตทางเกษตร การทำประมงพื้นบ้านที่ต้องอาศัยน้ำไปจนถึงแหล่งน้ำดื่มของชุมชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำตามฤดูกาล
ตรวจสอบข้อเท็จจริง : สารพิษในแม่น้ำโขงตอนล่างมาจากแม่น้ำกกจริงหรือ?


จากกรณีที่เพจ Facebook แห่งหนึ่งเผยแพร่ข้อมูลว่า มีการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ในแม่น้ำโขงตอนล่าง บริเวณ 4 จังหวัดและตั้งข้อสังเกตว่าสารปนเปื้อนดังกล่าวอาจมีที่มาจากเหมืองต้นแม่น้ำกก จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial data) ด้วยการใช้ Google Earth เพื่อติดตามเส้นทางของแม่น้ำกกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงจุดที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงตอนบน รวมถึงการใช้เครื่องมือ Reverse Image Search เพื่อตรวจหาข่าวหรือข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน พบว่า ข้อเท็จจริงของเส้นทางน้ำ แม่น้ำโขงหลังจากรับน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำรวกบริเวณชายแดนไทย เมียนมาและลาว จะไหลผ่านพื้นที่ประเทศไทยบริเวณ อำเภอเชียงแสง และ เชียงของ จังหวัดเชียงราย ก่อนจะไหลออกจากประเทศไทยและเข้าสู่ประเทศลาว ผ่านเมืองหลวงพระบาง ลงสู่เขื่อนไชยบุรี จากนั้นจึงไหลกลับเข้าสู่เขตประเทศไทยอีกครั้งที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งเป็นพื้นที่แม่น้ำโขงตอนล่าง

กุลญดา ทอนมณี ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 (อุดรธานี) ได้อัพเดตสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำโขง รวมถึงตรวจสอบข้อสันนิษฐานในสื่อสังคมออนไลน์ที่ว่าการพบสารหนูอาจมีต้นทางจากแม่น้ำกก ผลการชี้แจงพบว่า ขณะนี้หน่วยงาน สคพ.9 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่แม่น้ำโขงตอนล่าง กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ การตรวจสอบดังกล่าวครอบคลุมทั้ง การเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์หาค่าการปนเปื้อนของโลหะหนัก การเก็บตัวอย่างตะกอนดิน ซึ่งเป็นตัวสะสมสารปนเปื้อนตามธรรมชาติและเป็นข้อมูลสำคัญในการระบุแหล่งที่มาอย่างแม่นยำ กระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ต้องตรวจสอบหลายองค์ประกอบ จึงยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาชัดเจนได้ว่าจะทราบสาเหตุที่แน่ชัดเมื่อใด
อย่างไรก็ดี ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำของแม่น้ำโขงในพื้นที่สคพ.9 ล่าสุดประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ค่าการปนเปื้อนสารหนู (As) อยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน (<0.01 มก./ล.) และ ผ่านเกณฑ์ทุกสถานีตรวจวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬและนครพนม

กุลญดา ทอนมณี อธิบายเพิ่มเติมถึงปรากฏการณ์ที่ระดับสารหนูในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะว่า เป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่ปริมาณสารหนูในน้ำมีความผันผวนตามช่วงเวลาและสภาพลักษณะของน้ำในแต่ละฤดูกาล โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับปริมาณตะกอน การไหลเชี่ยวของน้ำหรือกิจกรรมทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในลำน้ำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างเป็นระบบ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กองจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 (อุดรธานี) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 12 (อุบลราชธานี) ร่วมกันติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ขยายลงไปจนถึงมุกดาหารและอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแนวเส้นทางของแม่น้ำโขงตอนล่างของประเทศไทย การตรวจสอบประกอบด้วย การเก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อตรวจค่าการปนเปื้อนโลหะหนักและเก็บตัวอย่างดินตะกอน เพื่อวิเคราะห์ว่าตะกอนที่สะสมอยู่ในท้องน้ำอาจเป็นแหล่งสะสมสารหนูตามธรรมชาติหรือไม่
โดยผลการตรวจวัดของดินตะกอนยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการวิเคราะห์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควรตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ จากข้อมูลเบื้องต้น หน่วยงานตรวจสอบพบ ความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนระหว่าง ระดับสารหนูในน้ำ กับ ค่าความขุ่นของน้ำ โดยช่วงที่พบระดับสารหนูสูงผิดปกติ เช่น ช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2567 พบว่า ค่าความขุ่นสูงอยู่ที่ประมาณ 400–700 NTU ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนถึงการมีตะกอนปริมาณมากในน้ำ ทำให้มีโอกาสที่สารหนูที่ยึดเกาะกับตะกอนจะถูกพัดพาลอยขึ้นมาในกระแสน้ำ ในขณะที่เมื่อค่าความขุ่นของน้ำลดลงในเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งตรวจวัดได้เพียง 29–55 NTU ระดับสารหนูก็ลดลงตามเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณตะกอนในน้ำกับการปรากฏของสารหนูในระบบนิเวศของแม่น้ำโขง

สารหนูในแม่น้ำโขง : ผลกระทบจากเหมืองบริเวณต้นน้ำกกหรือเหมืองใกล้ตัว
อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจสอบเพื่อหาต้นตอของสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำโขงจะยังคงอยู่ในกระบวนการวิเคราะห์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถสรุปแหล่งกำเนิดที่แท้จริงได้ แต่ในมุมมองของนักวิชาการ
ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้สะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งที่ช่วยทำความเข้าใจ เกี่ยวกับประเด็นการคาดการณ์ในโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงถึงการพบสารหนูในแม่น้ำโขงกับกิจกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา ต้นน้ำของแม่น้ำกกนั้น เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ยากเมื่อพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์และกระบวนการทางธรรมชาติของลำน้ำ แม่น้ำกก แม้จะไหลรวมกับแม่น้ำโขงในตอนเหนือของไทย แต่ระยะทางจากจุดนั้นลงมาถึงพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เช่น หนองคาย บึงกาฬและนครพนม มีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร สารปนเปื้อนโลหะหนักอย่างสารหนู หากเกิดขึ้นจริงในต้นน้ำกกจะถูกเจือจาง กระจายตัวและตกตะกอนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ตามธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น กระแสน้ำทั้งหมดจะต้องไหลผ่าน เขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาว ซึ่งทำหน้าที่เสมือนอ่างกักเก็บตะกอนขนาดใหญ่ เมื่อน้ำไหลช้าลงในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ตะกอนแขวนลอยที่มีโลหะหนักเกาะตัวอยู่จะค่อย ๆ ตกท้องน้ำและสะสม กลไกนี้ทำให้ปริมาณโลหะหนักที่ยังคงอยู่ในน้ำหลังผ่านเขื่อนมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นโอกาสที่สารหนูจากต้นน้ำกกจะไหลลงมาถึงพื้นที่โขงตอนล่างในระดับสูงจนเกินค่ามาตรฐานจึงแทบเป็นไปไม่ได้
ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ชี้ว่าหากต้องมองหาต้นตอของสารหนูที่พบสูงผิดปกติ แหล่งกำเนิดน่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดที่ตรวจพบมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงฝั่งไทยทั้งสี่จังหวัดหรือในเขตประเทศลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึง เหมืองทองคำ ซึ่งเปิดดำเนินการอยู่หลายแห่งในประเทศลาว เป็นกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการปรากฏของสารหนู ซึ่งเป็นแร่พลอยได้ที่พบทั่วไปในกระบวนการทำเหมืองทองคำ หากมีการจัดการของเสียไม่เหมาะสม ก็อาจมีการปล่อยสารหนูไหลลงสู่ลำธารและแม่น้ำได้อย่างง่ายดายและจากเส้นทางการไหลของแม่น้ำโขง แหล่งเหมืองทองคำเหล่านี้อยู่ใกล้พื้นที่ที่ตรวจพบการปนเปื้อนมากกว่าต้นน้ำกกอย่างชัดเจน
“เป็นไปได้ยาก แหล่งกำเนิดของสารหนูตัวนี้มันก็อยู่ในโซนอีสานนี่แหละกับประเทศลาว ที่น่าสังเกตก็คือว่ามันมีเหมืองทองอยู่ในลาวมีแน่….ผมว่าแหล่งกำเนิดของสารหนูมันอยู่ตรงนี้แหละมันไม่ได้มาจากแม่น้ำแม่น้ำสายทางภาคเหนือมันก็ไกลกันและมันมีเขื่อนกั้นอยู่คือเขื่อนไซยบุรีเพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปหาไกลหาแถวบ้านเรา 4 จังหวัดนี่แหละรวมถึงในลาวด้วย”
ผศ. ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ


จากข้อมูลภาพของ Stimson และ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ได้มีการเผยแพร่ภาพ ถ่ายดาวเทียม กรณีตรวจพบเหมืองทองคำในประเทศลาวบริเวณลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยสารหนูลงแม่น้ำ
นอกจากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเหมืองทองคำในลาวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ กรณีการทำเหมืองทองคำเถื่อนในพื้นที่ประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการจับกุมและเปิดโปงขบวนการทำเหมืองทองโดยกลุ่มทุนต่างชาติ โดยข้อมูลจากการสืบค้นพบว่าเหมืองเถื่อนหลายแห่งมักมีการลักลอบขุดแร่โดยไม่มีมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม การขาดระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการกากแร่ที่ถูกต้องยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างยิ่งที่ สารหนู ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการทำเหมืองจะถูกปล่อยลงสู่ลำห้วยและลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงโดยตรง

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อธิบายเพิ่มเติมว่า จุดที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ แม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติที่ไหลผ่านอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลยและทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง ไทย–ลาว ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรงในพื้นที่จังหวัดเลย แม่น้ำเหืองจึงเป็นลำน้ำสายสำคัญ หากมีการปนเปื้อนจากเหมืองเถื่อนในบริเวณดังกล่าว ก็อาจจะกลายเป็นช่องทางหลักที่ทำให้สารหนูไหลลงสู่แม่น้ำโขงตอนล่างโดยไม่ผ่านกระบวนการเจือจางหรือการกักตะกอนเหมือนในพื้นที่ต้นน้ำตอนบน ดังนั้นหน่วยงานรัฐจึงควรเร่งดำเนินการตรวจสอบลำน้ำในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง โดยเฉพาะแม่น้ำเหือง ซึ่งมีบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับการทำเหมืองเถื่อน การตรวจสอบแบบละเอียดทั้งในด้านคุณภาพน้ำ คุณภาพตะกอนและกิจกรรมที่เกิดขึ้นริมลำน้ำ จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการระบุต้นตอที่แท้จริงของการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำโขงบริเวณภาคอีสานตอนล่าง
“สิ่งที่รัฐบาลไทยยังไม่ทำก็คือต้องตรวจสารหนูในแม่น้ำเหืองด้วย แม่น้ำเหืองเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศเป็นแม่น้ำที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับลาวแล้วก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ท่าลี่ แถบเนี้ยมันมีการทำเหมืองเถื่อนแต่ไอ้สารหนูมันเป็นผลพลอยได้ของแร่ทองคำ งั้นที่ไหนที่มันมีการทำเหมืองแร่ทองคำมันก็มีโอกาสที่จะมีสารหนูไหลปนเปื้อนลงมา”
ผศ. ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการตรวจพบสารหนูและโลหะหนักในลำน้ำโขงสะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างของรัฐบาลไทยในการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนและการเฝ้าระวังทรัพยากรน้ำอย่างตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดความพยายามอย่างจริงจังในการใช้กลไกและมาตรการที่มีอยู่แล้วให้เกิดผล เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสอบสวนที่มาและประเมินความเสี่ยงหรือการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในกรอบ Mekong River Commission (MRC) ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาประเภทนี้โดยตรง เนื่องจากแม่น้ำโขงไหลผ่านหลายประเทศ การจะหาต้นตอของสารหนูจึงไม่สามารถทำได้ด้วยความพยายามของประเทศไทยเพียงลำพัง รัฐบาลไทยจำเป็นต้องประสานงานกับ MRC เพื่อร่วมกันตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบบูรณาการและติดตามเส้นทางของสารพิษว่ามาจากส่วนใดของลุ่มน้ำ เพราะต้นตออาจอยู่นอกเขตประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานกรณีเหมืองเถื่อนและการสกัดแร่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐควรทำใน ขณะนี้คือยกระดับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ เช่น การเพิ่มความถี่ในการตรวจวัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง ติดตั้งจุดตรวจที่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงและเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันตนเองได้ โดยเฉพาะชุมชนที่ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำโขงในการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก

ขอบคุณภาพจาก : ThaiPBS
สุดท้ายนี้ แม้การตรวจพบสารหนูในบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่างจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังคงต้องรอผลการสืบสวนและการตรวจสอบเชิงลึกจากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งกำลังดำเนินการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดินตะกอน และประเมินแหล่งกำเนิดสารพิษที่อาจเกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ดีผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้จะพบว่าค่าของสารหนูไม่เกินมาตรฐาน แต่ยังคงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคโดยตรง ควรเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำดิบจากแม่น้ำหากไม่ผ่านการกรองหรือต้มอย่างถูกวิธีและติดตามข่าวสารด้านคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานรัฐ เนื่องจากสารพิษประเภทโลหะหนัก เช่น สารหนู สามารถสะสมในร่างกายและก่อผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งในด้านระบบประสาท ผิวหนัง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้หากได้รับในปริมาณสูงต่อเนื่องและยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ประชาชนควรใช้ความระมัดระวัง
กล่าวโดยสรุป จากการสืบค้นข้อมูลโดยอาศัยเครื่องมือด้านภูมิสารสนเทศ (Geospatial Data) ร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ทั้งจากเว็บไซต์ทางการ รายงานผลตรวจวัดคุณภาพน้ำ การสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความคิดเห็นเชิงวิชาการของนักวิชาการ พบว่า การคาดการณ์เรื่องสารพิษที่ตรวจพบในแม่น้ำโขงที่อาจมีแหล่งกำเนิดมาจากเหมืองบริเวณต้นแม่น้ำกก ไม่เป็นความจริง สาเหตุหนึ่งมาจากข้อจำกัดของข้อมูลที่ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ รวมทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์และทิศทางการไหลของน้ำ ที่ทำให้ความเป็นไปได้ที่สารปนเปื้อนจากพื้นที่ดังกล่าวจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงตอนล่างเป็นเรื่องยากและยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มาสนับสนุน เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการชี้ชัดถึงต้นตอของสารพิษและจำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบทางวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องต่อไป