การละเล่น “แมงตับเต่า” มรดกทางวัฒนธรรมของไทเลย รูปรส กลิ่น เสียง ของกลอนลำลาวพวน

อีศาน” หรือ “อีสาน” ถูกเรียกใหม่ราว พ.ศ.2443 โดยเปลี่ยนจากการเรียกมณฑลลาวกลาง มาเป็น มณฑลอีสาน ต่อมายุคเปลี่ยนผ่านการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลกลางได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2476 ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและแบ่งการปกครองเป็นแบบจังหวัด มณฑลลาวต่างๆ ในดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้จึงถูกรวมกันและเรียกชื่อว่า ภาคอีสาน

ขอบคุณแผนที่ mitrearth.org

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บางส่วนเคยถูกปกครองจากอาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรอโยธยา ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ ประวัติศาสตร์การสงครามปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ทำให้การกวาดต้อนเคลื่อนย้ายผู้คนเกิดขึ้นบ่อยและกระจายอยู่ในทั่วทุกพื้นที่ ผสมเข้ากับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม เกิดวิถี ความเชื่อ ภาษา การละเล่น และวัฒนธรรมใหม่ ที่ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

“หมอลำ” เป็นอีกหนึ่งศิลปะการละเล่นที่ถูกสืบทอด ปรับเปลี่ยน และพัฒนารูปแบบการร้อง การลำ ที่ค่อนข้างหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามภูมิศาสตร์ของพื้นที่และสำเนียงภาษา ท่วงทำนองการพูด สื่อสารของผู้คนที่อยุ่ในละแวกนั้นๆ หมอลำหมู่ หรือ ลำเรื่องต่อกลอน หมอลำกลอน ลำเต้ย ลำเดิน ลำซิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะใช้สำเนียงภาษาที่มีความกลมกลืนกันในการลำ แตกต่างเฉพาะท่วงทำนอง จังหวะการออกเสียงเอื้อนเอ่ยก็เท่านั้น 

หากนับตามแนวการแบ่งเขตพื้นที่จังหวัดในภาคอีสาน เริ่มตั้งแต่ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ แถบนี้จะนิยมร้องลำกันแบบทำนองขอนแก่น ขยับลงไป จังหวัดมหาสารคาม ก็มีทำนองสารคาม กาฬสินธุ์ก็มีลำทำนองกาสิน มีการลำเต้ยหัวดอนตาล มุกดาหาร เต้ยพุทไธสง บุรีรัมย์ อีสานใต้มีกันตรึม อุบลราชธานีมีการร้องลำแบบทำนองอุบล ซึ่งแต่ละทำนอง สังวาทก็ขึ้นอยู่กับการออกเสียงสำเนียงภาษาเฉพาะถิ่นนั้นๆ

ภาพจากคุณ khomsun suthon MC THAISHOW

ในที่นี่ผู้เขียนจะขอเล่าถึงศิลปะการร้องลำแบบลาวพวน ลาวหลวงพระบางที่แผ่อิทธิพลอยู่ในภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเลย ซึ่งมีสำเนียงภาษาที่แตกต่างจากชาวลาวอีสานที่อยุ่ในพื้นที่อื่นๆ อย่างชัดเจน นั่นคือ การละเล่นแมงตับเต่า

ผู้เขียนได้พูดคุยกับ ครูสุวิทย์ สารเงิน อดีตข้าราชการครู ผู้ศึกษาค้นคว้าและสืบทอดการละเล่นแมงตับเต่า (หมอลำไทเลย) มาตั้งแต่เริ่มรับราชการครูใหม่ๆ ให้ข้อมูลเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับเราได้เข้าใจก่อนว่า การละเล่นแมงตับเต่า หมอลำไทเลย จะแตกต่างจากหมอลำที่มีอยู่ในเขตภาคอีสานของไทย และใน สปป.ลาว อยู่มากพอสมควร แต่จะมีความเหมือนละครนอก ที่มีอยู่ในราชสำนักหลวงพระบางสมัยก่อนมากกว่า เนื่องจากการละเล่นนี้ได้แผ่อิทธิพลลงมาตามการอพยพย้ายถิ่นฐานทั้งจากการกวาดต้อนและหาแหล่งที่อยู่ใหม่

การละเล่นแมงตับเต่า เป็นกิจกรรมการแสดงรื่นเริงที่พบเจอในกลุ่มชาติพันธุ์ลาว ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอนาแห้ว ด่านซ้าย ภูเรือ ท่าลี่ เชียงคาน ปากชม ของ จ.เลย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาพูด สำเนียง การออกเสียงสูง นอกจากนี้ยังพบเจอในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษา สำเนียง การออกเสียงสูง เช่นเดียวกัน  

คำว่า แมงตับเต่า มาจากแนวคิดและความเชื่อ 2 อย่างด้วยกัน คือ  

1. ความเชื่อเรื่องพระเจ้าห้าพระองค์หรือพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในหลักคำสอนทางศาสนาพุทธ  “แมงตับเต่า” มาจากคำว่า “กัสสโป” เสวยพระชาติเป็นเต่า ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในชาดกของพระพุทธศาสนา  

2. มาจากแมลงชนิดหนึ่งที่ลอยอยุ่น้ำ ที่มีท่วงท่าการว่ายน้ำที่ตลกขบขัน หรือ น่าสนใจ จึงนำมาประยุกต์เป็นทวงท่าการแสดง จนเกิดการเรียกขานต่อกันมาว่า การละเล่นแมงตับเต่า  

เสียงของแมงตับเต่า

การละเล่นแมงตับเต่า จะเล่นกันเป็นหมู่คณะ ผู้แสดงแต่ละคนสวมบทบาทตามที่ได้รับมอบหมาย ตัวละครที่นำมาเล่นส่วนใหญ่เกิดจากการนำเอานิทานพื้นบ้าน หรือ ชาดก มาปรับเป็นเนื้อร้อง แจกจ่ายให้ตัวละครแต่ละคน 

ครูสุวิทย์ สารเงิน เปรียบเทียบให้เราเห็นข้อเหมือนและข้อต่างกับหมอลำที่มีอยู่ในอีสาน จำนวนคนถ้าเราเทียบหมอลำยุคสมัยก่อน หมอลำเรื่องต่อกลอน ก็เท่าๆ กันเพราะว่าสมัยก่อนเราไม่ได้เน้นหางเครื่อง ไม่มีนักเต้นเราก็เล่นไปเลยเหมือนเราดูหมอลำขอข้าว ทุกคนแสดงก็ไม่ต่างกัน “เราก็ต้องมีตัวพระ ตัวนาง ตลก หรือ ตับเต่าเรียกว่า อีเจ๊อะ ตัวตลกเรียกว่าเจ๊อะอันนี้คือข้อเหมือน”

ข้อแตกต่าง คือ สำเนียงการขับร้อง คนลาวเหนือพูดภาษาเสียงสูง เพราะฉะนั้นการขับมันจึงเป็นสำเนียงของตนเองแต่มันก็อาจจะมีปนกันบ้างเพราะว่าการลำตับเต่ามันจะคล้ายๆ กับลำศิลป์ไซ สำเนียงการขับลำจะคล้ายศิลป์ไซ หรือ หมอลำพื้น แต่จะเป็นสำเนียงเฉพาะของลาวเหนือหรือว่าสำเนียงของหลวงพระบางอาจจะเป็นหลวงพระบางสำเนียงไซยะบูลี  

ข้อต่างอีกข้อหนึ่ง คือ ดนตรีหมอลำจะไม่มีระนาด แต่ลำแมงตับเต่ามีระนาด ทุกคณะจะที่มีระนาดหมด มีระนาดยังไม่พอ ใช้ซอบั้งซอไม้ไผ่ ทางล้านนาก็ใช้เพราะมันเป็นดนตรีที่ผสมกันระหว่างปีพาทย์กับวัฒนธรรมพิณแคน ระนาดจะเป็นพวกวงปี่พาทย์วงดนตรีไทยถ้าอยู่บ้านเรา ราชสำนักหลวงพระบาง กับ ราชสำนักอยุธยา มีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว ในวังก็จะมีระนาด มีฆ้องวง มีการเล่นพระลักษ์พระราม เหมือนเล่นรามเกียรติ์ของโขนบ้านเรา แต่ทางราชสำนักหลวงพระบางจะเรียกว่าพระลักษณ์พระราม แล้วก็เอาแคนมาผสมผสาน เกิดเป็นเครื่องดนตรีในการละเล่นแมงตับเต่า

การแต่งตัว

การแต่งตัวของผู้แสดง ก็มีทั้งมีทั้งข้อเหมือนข้อต่างกับหมอลำเรื่องต่อกลอน หมอลำตับเต่าหรือว่าหมอลำไทเลย จะมีเนื้อเรื่องลักษณะ จักรๆ วงศ์ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบนศีรษะจะไม่ใส่หัวมอญเหมือนกันกับหมอลำ 

ปัจจุบันนี้หมอลำใส่หัวมอญ แต่ก่อนหมอลำมีเพียงผ้ามามัดเอาดอกอ้อมาเสียบ ชุดหมอลำสมัยก่อนจะคล้ายกับการละเล่นแมงตับเต่า ไม่ใส่กางเกงแต่จะใส่ผ้าพื้นถิ่นนุ่งผ้าก้อม บางที่เรียกว่า นุ่งผ้าพันขาไก่ ก็คือ นุ่งโจงกระเบนนั่นเอง สังเกตุหลวงพระบางจะใส่จงกระเบนแล้วก็จะประดับตามมีตามเกิด เป็นสร้อยอะไรก็จะเอามาใส่พาดเฉียง ที่สำคัญก็คือบนศีรษะนี่แหละ เรียกว่ากระโจม ที่เปรียบเสมือนชฎา หรือมงกุฎ กระโจมทำง่ายๆ บางที่ใช้ใบลาน บางที่ทำด้วยกระดาษ แล้วก็หาเครื่องมาประดับตัวละครสำคัญๆ ตัวพระตัว ตัวนาง ตัวพญา ตัวแม่พญา ผู้ชายจะใส่กระโจม แต่ผู้หญิงก็จะก็ใส่ซิ่นเหมือนหมอลำสมัยก่อน ใส่เสื้อแขนกระบอก สวมผ้าเบี่ยง ติดเครื่องประดับประดาเอ้ให้ดูสวยงาม

แมงตับเต่า มีการเต้ยหรือไม่

ปกติหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนที่อยู่ในแถบขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานี เวลาจะออกฉาก เข้าฉาก จะใช้การเต้ย หรือ ใช้ดนตรีเชิดเข้า-ออก เพื่อบอกให้รู้ว่าช่วงนี้จะลำเรื่องแล้ว แต่การละเล่นแมงตับเต่า หมอลำไทเลย จะไม่มีการเต้ย แต่จะใช้ระนาดเชิดจังหวะ เวลาจะออกเวลาจะเข้าก็ฟ้อนออกฟ้อนเข้าฉาก จะใช้ระนาดเป็นหลักในการบรรเลง มีลายเฉพาะ เรียกว่า ลายนางนาคหรือว่าลายอื่นๆ เน้นฟ้อนเข้า ฟ้อนออก ไม่มีการที่จะมาเต้ยไม่มีแต่มันมีอยู่อันนึงเขา เรียกว่า ดงเดิน เดินดงไทเลย ก็จะคล้ายเดินดงอีสาน ที่เรียกว่าเดินดงไทไต้ กับเดินดงไทเลยนั้นคล้ายกัน 

พอคราวแล้วก็เดินดงดันฝ่า..” ครูสุวิทย์ ได้สาธิตการเดินดงแบบไทเลย หรือแบบแมงตับเต่าให้เราฟัง พร้อมกับอธิบายให้เข้าใจเพิ่มเติมว่า การเดินดง จะมีจังหวะ ทำนองคล้ายกัน ต่างที่การออกเสียง สำเนียงขับร้อง ซึ่งเป็นการออกเสียงแบบไทเลย 

มรดกที่กำลังเลือนหาย

ถ้าเราย้อนยุคตั้งแต่ที่เจริญรุ่งเรืองของการละเล่นแมงตับเต่า จ.เลย ตั้งแต่ปี 2470 ครูสุวิทย์ บอกว่า ยุคนั้นหมอลำอีสานไม่มีสิทธิ์เล่นในจังหวัดเลย เพราะความยากลำบากในการเดินทาง อีกทั้งคนจังหวัดเลยก็ไม่ฟัง มีเพียงการละเล่นแมงตับเต่าที่ใช้สร้างความรื่นเริงในงานบุญ ทั้งบุญแจกข้าว บุญประจำปี ทุกงานบุญจะมีการละเล่นนี้ให้ชม 

“มีทุกที่ไล่มาตั้งแต่เมืองเลยตอนใต้ภูกระดึง สีฐาน นาแปน  เข้ามาทางภูหลวง ทรายขาว วังสะพุง  ไล่มาตามน้ำเลย แล้วก็จากทรายขาววังสะพุงลงมา อยู่ตัวเมือง ก็เคยมีคณะตับเต่า ที่บ้านแฮ่ ที่วัดนาฮูง ตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัด ลงไปตามแม่น้ำเลย แถบบ้านก้างปลา ลงไปตามการไหลของแม่น้ำเลยแถวบ้านธาตุ บ้านโป่ง บ้านหาดทรายขาว จนไปถึงบ้านน้ำพร เชียงคาน ปากชม ที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงคณะเดียว คือ ที่บ้านน้ำพร อ.เชียงคาน และเป็นกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว

“ขณะที่จังหวัดเพชรบูรณ์ อ.หล่มเก่า อ.หล่มสัก ตำบลบางบาล ตำบลบ้านโสก ตำบลบ้านฝ้าย  อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ตอนนี้ไม่มีการละเล่นนี้เหลือแล้ว แถบ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันนี้โรงเรียนน้ำปาดชินูประถัมก็อนุรักษ์ไว้ให้นักเรียนได้เล่น จนไปถึง อ.ฟากท่า ชมรมผู้สูงอายุเทศบาลตำบลฟากท่า อนุรักษ์ตรงนี้ไว้ อำเภอบ้านโคก เขาก็มีคณะของเขา ไม่รู้ว่าใน สปป.ลาว ยังมีเหลืออยู่หรือไม่”

การขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ 

ครูสุวิทย์ สารเงิน กล่าวว่า ในปี 2562 การละเล่นแมงตับเต่า (หมอลำไทเลย) ได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ เป็นลำดับที่ 2 ของจังหวัด หลังจากที่มีการขึ้นทะเบียนการละเล่นบุญหลวงหรือการละเล่นผีตาโขน เป็นมรดกภูมิปัญญาระดับประเทศของอำเภอด่านซ้ายไปแล้วเมื่อ ปี 2556 และน้ำผักสะทอนหรือผักสะทอน ที่ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาระดับประเทศ ลำดับที่ 3 ในปี 2565 

“เพื่อให้เกิดการต่อยอด และสืบสาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือ การดำรงอยู่ของ แมงตับเต่า หมอลำไทเลย ก็คงไม่ใช่ในรูปแบบเดิม เมื่อโลกเปลี่ยน ความนิยมเปลี่ยน การสืบทอดก็ต้องปรับตัว อยู่ในรูปแบบของการเป็นแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันได้มีการร่วมมือกันกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย ในการการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ และดึงเอาเยาวชนเหล่านั้นเข้ามาเรียนรู้ตามความสนใจของเขา และทำให้ การละเล่นแมงตับเต่า ให้มาอยู่ในรูปแบบการเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สามารถศึกษา ค้นคว้า และยังมีการละเล่นจริงอยู่ แต่คงไม่ใช่รูปแบบคณะเหมือนเดิม การสืบทอดจะต้องทำให้เขามีรายได้ สามารถเลี้ยงปากท้องได้ด้วย ซึ่งจะต้องมีการวางแผน ออกแบบ กระบวนการสืบสานมรดกวัฒนธรรมตัวนี้ไว้”