จากเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เรื่องราวของเธอไม่ได้เป็นเพียงบันทึกความเสียหายของบ้านหนึ่งหลังแต่คือภาพแทนของชีวิตผู้คนมากมายที่เสียงหัวใจของพวกเขาถูกเสียงปืนกลบจนแทบไม่ได้ยินและนี่คือจุดเริ่มต้นของวันนั้น วันที่เสียงที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันถูกแทนที่ด้วยเสียงแห่งสงคราม
เข่าทรุด ใจหาย มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของเรา บ้านใกล้จะเสร็จแล้ว แต่ต้องเริ่มกลับมานับหนึ่งใหม่
รุ่งทิพย์ เสนาพันธ์ (ตุ้ม) ชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

นี่คือเสียงสะท้อนจากหัวใจของ รุ่งทิพย์ เสนาพันธ์ (ตุ้ม) ชาวบ้านจากหมู่บ้านภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ซึ่งชีวิตเคยสงบสุขถูกเสียงปืนและเปลวไฟแห่งความขัดแย้งพรากไปในชั่วพริบตา ในเช้าที่ควรจะเป็นวันปกติอีกวัน รุ่งทิพย์ ได้รับข่าวการปะทะกันของทหารบริเวณปราสาทตาเมือนธม แต่สัญญาณเตือนที่แท้จริงดังขึ้นผ่านสายโทรศัพท์จากสามีของเธอซึ่งเป็นทหารประจำการอยู่แนวหน้า เสียงในสายสั่นเครือด้วยความห่วงใย รีบเตือนให้เธอเตรียมพร้อม เพราะสถานการณ์กำลังจะลุกลามมาถึงชุมชน ความสงบในตอนเช้าพลันสลายไปในเวลาเพียงไม่กี่นาที รุ่งทิพย์ เล่าถึงนาทีที่เปลี่ยนชีวิตนั้นว่า
วางสายไปไม่ถึง 10 นาที ได้ยินเสียงปืนเล็ก ตามมาด้วยเสียงปืนใหญ่
ในเสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณของความเป็นแม่อยู่เหนือความกลัว เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ต้องพาลูกและแม่ออกจากบ้านให้เร็วที่สุดมุ่งหน้าไปยังศูนย์อพยพที่อำเภอเบญจลักษณ์ตามแผนที่วางไว้ การตัดสินใจทิ้งบ้านและทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง คือ การเดิมพันที่หนักอึ้งที่สุดในชีวิต ท่ามกลางความกังวลที่เกาะกุมหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าข่าวร้ายที่สุดกำลังรอเธออยู่
ขณะหลบภัยอยู่ในศูนย์อพยพ ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน โทรศัพท์จากพี่ชายก็ดังขึ้นพร้อมข่าวร้ายที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงมา “บ้านของเธอระเบิดลงแล้ว”
“ระหว่างนั้นน้ำตาไหล ใจหาย วูบวาบเลยค่ะ” แม้จะทำใจไว้ล่วงหน้า แต่ภาพความจริงที่เธอได้เห็นในวันต่อมานั้นรุนแรงกว่าที่จินตนาการไว้มาก บ้านที่สร้างจากน้ำพักน้ำแรงพังเสียหายแทบทั้งหลัง กองเสื้อผ้าของลูกค้าที่เธอรับซักรีดซึ่งเป็นลมหายใจของครอบครัว ก็ถูกสะเก็ดระเบิดฉีกกระจุยกระจาย ในวินาทีนั้น ความกังวลมากมายได้ถาโถมเข้าใส่เธอราวกับคลื่นยักษ์ คำถามที่ว่า “ลูกจะอยู่ที่ไหน” ดังก้องอยู่ในหัว เมื่อลูกชายทั้งสามคนต้องกลายมาเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย และต้องไปอาศัยอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านของยาย ความกังวลต่อสวัสดิภาพของสามีที่อยู่แนวหน้าทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อการติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง “เป็นห่วงทั้งลูกค้า กลัวจะไม่มีเสื้อผ้าใส่” ความรับผิดชอบต่ออาชีพและความเสียหายที่เกิดขึ้น หมายถึงรายได้ของครอบครัวที่ต้องหยุดชะงักลงทันที ความเสียหายทางทรัพย์สินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบาดแผลที่มองไม่เห็นซึ่งฝังรากลึกลงไปในจิตใจของเธอและครอบครัว

บาดแผลที่มองไม่เห็น เสียงสะท้อนในใจหลังควันปืนจางหายแห่งบ้านภูมิซรอล
แม้จะได้ออกจากศูนย์อพยพและกลับมายังพื้นที่บ้านเกิด แต่เสียงระเบิดในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของรุ่งทิพย์ ความหวาดผวาได้กลายเป็นเงาที่ติดตามชีวิตประจำวันไปแล้ว “เสียงฟ้าร้อง ฝนตกก็ไม่กล้านอน ลุกมานั่งฟัง ว่าเสียงอะไรกันแน่” คำพูดนี้สะท้อนถึงบาดแผลทางใจที่ยังคงสดใหม่ เหตุการณ์ปะทะได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความรู้สึกปลอดภัยของชาวบ้านไปอย่างสิ้นเชิง
หยุดกรีดยางเพราะกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยและระเบิดที่อาจตกค้าง แม่ค้าที่ผามออีแดงอย่างแม่ของเธอต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน “สินค้าก็ทิ้งไว้ที่นี่แหละค่ะ ไม่รู้ว่าจะขายที่ไหน ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ” ต้องคอยเฝ้าระวังและฟังข่าวสารอยู่เสมอ มีความหวาดระแวงทุกครั้งที่ได้ยินข่าวการตรึงกำลังทหารบริเวณชายแดน เครียด หวาดผวา และถูกหลอกหลอนด้วยคำถามอันเจ็บปวดที่ไม่เคยมีคำตอบ: “เราเป็นแค่ชาวบ้าน ทำมาหากินทั่วไป ทำไมระเบิดถึงลงมาเขตบ้านเรือนชุมชน” ความยากลำบากในการฟื้นฟูจิตใจที่บอบช้ำให้กลับมาเป็นปกติ คือสมรภูมิในใจที่ชาวบ้านแต่ละคนต้องเผชิญ แม้เสียงปืนจะเงียบลงแล้วก็ตาม

ก่อร่างสร้างใหม่ ความหวังและความผูกพัน ณ บ้านเกิด
ท่ามกลางซากปรักหักพัง พลังใจที่สำคัญที่สุดมาจากคนในครอบครัว รุ่งทิพย์และสามี ต่างปลอบประโลมและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อลุกขึ้นสู้อีกครั้ง “มันพังไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว สู้ใหม่ สร้างใหม่” เธอบอกเล่าถ้อยคำของสามี พลางยิ้มพร้อมน้ำตาเอ่อ นอกจากกำลังใจจากครอบครัว น้ำใจจากสังคมภายนอกก็เป็นอีกหนึ่งแสงสว่างที่ช่วยเยียวยา คณะครูและนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษได้เข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือน ทำให้ความหวังที่จะได้กลับเข้าอยู่ใต้ชายคาบ้านของตัวเองอีกครั้งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
แม้จะเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ความผูกพันกับแผ่นดินเกิดกลับยิ่งเหนียวแน่น คุณรุ่งทิพย์ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมย้ายไปไหน เพราะที่นี่คือบ้าน ผูกพัน อยากอยู่ที่นี่ ต่อให้มีคนบอกให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ไป รักบ้านเกิด
เรื่องราวของเธอตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายที่ว่า แม้บ้านเรือนที่พังเสียหายจะสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่สภาพจิตใจที่แหลกสลายนั้นต้องใช้เวลายาวนานกว่ามากในการเยียวยา

เสียงเรียกร้องจากใจกลางความขัดแย้ง ที่ไม่รู้ว่าวันนี้รบกันเพื่ออะไร
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา และขยายแนวรบออกไปกว้างขึ้นครอบคลุมตลอดแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ความหนักหน่วงของการสู้รบ ส่งผลให้ความหวังที่อยากจะกลับมาใช้ชีวิตของชาวบ้านอย่างปกติสุขได้สิ้นสุดลง และความกังวลต่อการสูญเสียย้อนกลับมาอีกครั้ง ความหวังสูงสุดของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเช่นรุ่งทิพย์ คือการได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในบ้านเกิดที่ตนรัก
ในมุมมองของ ผศ. ดร.ประจวบ จันทร์หมื่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งเป็นภาควิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความขัดแย้ง การฟื้นฟู ในแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ผ่านมิติและมุมมองต่าง ๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในปี พ.ศ. 2568 นี้ ได้ขยายวงกว้างและส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในอดีตอย่างมาก ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สภาพจิตใจ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ คงต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และอาจจะไม่สามารถกลับมาเป็นความสัมพันธ์แบบเดิมได้อีก
เรื่องราวของรุ่งทิพย์และชาวบ้านภูมิซรอลจึงเป็นเสียงเรียกร้องที่ทรงพลังจากใจกลางความขัดแย้ง ทิ้งไว้ซึ่งคำถามให้สังคมต้องขบคิดว่า ชุมชนจะกลับมาสงบสุขอย่างแท้จริงได้อย่างไร ในเมื่อเสียงฟ้าร้องในวันนี้ยังคงมีเสียงสะท้อนของระเบิดในวันนั้นเจือปนอยู่ และเราที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะร่วมกันเยียวยาบาดแผลที่มองไม่เห็นเหล่านี้ได้อย่างไร