โลกร้อนกับคนเปราะบาง : ความขัดแย้งของการพัฒนาเมือง เสียงของชุมชน ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

บทนี้กล่าวถึง โลกร้อนกับคนเปราะบาง  ความขัดแย้งของการพัฒนาเมือง เสียงของชุมชน ความเป็นธรรม และความยั่งยืน โดยสะท้อนผ่านมุมมองของ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ คุณสาคร สงมา Climate Watch Thailand ชี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาเมืองและความยุติธรรมทางสังคม การรับฟัง “เสียง” ของชุมชนจะช่วยให้คนจนมีช่องทางและโอกาสในการปรับตัว แนวทางการจัดการต้องเป็นธรรมและไม่สร้างผลกระทบเพิ่มกับคนเปราะบาง โดยใช้การสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นทางออกที่ยั่งยืนร่วมกัน ดังนี้

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ คุณสาคร สงมา Climate Watch Thailand

ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาเมืองและความยุติธรรมทางสังคม

เมืองต้องการพัฒนาให้สวยงามและสะอาด แต่กระบวนการนี้มักนำไปสู่การบีบบังคับ หรือกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนเล็กคนน้อย คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้มีรายได้น้อย หรืออยู่ในชนชั้นที่ “เปราะบาง” การพัฒนาเมืองนำไปสู่การกีดกันการเข้าถึงพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งปิดล้อมให้คนกลุ่มนี้ต้องย้ายออกจากพื้นที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ซึ่ง คุณสาคร สงมา Climate Watch Thailand  สะท้อนว่า “อยากให้เมืองสวยงาม อยากให้เมืองสะอาด แต่ไปบีบบังคับคนเล็กคนน้อย การแก้ปัญหาโลกร้อนสร้างความลำบากให้คนเหล่านี้”

คุณสาคร สงมา Climate Watch Thailand

ความยากลำบากเกิดจากการแก้ปัญหาโลกร้อนที่มาในนามของ “วาทกรรมการพัฒนาเมือง” ยุทธศาสตร์ของผู้มีอำนาจกำหนดการพัฒนาและทิศทางเมืองในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความเปราะบางของกลุ่มมีรายได้น้อย คนเหล่านี้มีชีวิตยากลำบากมากขึ้น เป็นกลุ่ม “คนเล็กคนน้อย” ที่ตกขอบการพัฒนา ขณะที่มีข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาจึงต้องต่อสู้และดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาโลกร้อนและการพัฒนาเมืองเป็นการตอบสนองเฉพาะคนที่มีฐานะดีมากกว่าคนจนและคนเปราะบาง

การรับฟัง “เสียง” ของชุมชนจะช่วยให้คนจนมีช่องทางและโอกาสในการปรับตัว

ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเมืองสร้างความเปราะบางให้กับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ การพัฒนาเมืองตอบสนองเฉพาะคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่ฐานะดี แต่คนจนต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมือง กล่าวคือ คนรวยสามารถฟื้นตัวได้ไวกว่าคนจนหากเกิดปัญหาขึ้น การรับฟัง “เสียง” ของชุมชนและให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการจะช่วยให้คนจนมีช่องทางและโอกาสในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้

ซึ่ง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สะท้อนว่า เรามีคนที่เปราะบางค่อนข้างเยอะ เวลาความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงขึ้น กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบสูงกว่ากลุ่มอื่น เรารับฟังชุมชนหลายชุมชนพบข้อมูลสะท้อนว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในชุมชนถี่ขึ้น ชุมชนที่เปราะบาง หรือคนยากจน การปรับตัวสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จะยากกว่าชุมชนอื่น ๆ คนรวยก็ฟืนตัวได้ไวขณะที่เรายังเป็นประเทศที่ยากจน โดยเฉพาะชุมชนในชนบท ต้องมองว่าเขาจะปรับตัวอย่างไร เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่เราต้องให้ความสำคัญในการดำเนินโครงการนี้

แนวทางการจัดการต้องเป็นธรรมและไม่สร้างผลกระทบเพิ่มกับคนเปราะบาง

ผลกระทบที่การแก้ปัญหาโลกร้อนอาจส่งผลดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนกลุ่มหนึ่งตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียว ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเมืองเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีในภาพรวม แต่ในทางปฏิบัติอาจสร้างความลำบากให้กับคนบางกลุ่มที่ต้องสูญเสียที่อยู่และวิถีชีวิตดั้งเดิม อีกด้านหนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งปันผลประโยชน์และภาระที่เกิดจากการแก้ปัญหาโลกร้อนกับการพัฒนาเมือง คนเล็กคนน้อยที่มีทรัพยากรจำกัดมักจะต้องแบกรับผลกระทบในทางลบ แต่ผลประโยชน์ไปเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรือทรัพยากรมากกว่า ดังนั้น ความสำคัญของการพิจารณาดำเนินโครงการเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนต้องให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่ง คุณสาคร สงมา สะท้อนว่า “คนเล็กคนน้อยต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่จะสร้างสีเขียว การแก้ปัญหาโลกร้อนสร้างความลำบากให้คนเหล่านี้อีก”

การสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อเป็นทางออกที่ยั่งยืนร่วมกัน

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางผังเมืองและการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ซึ่งอาจถูกถมเพื่อใช้ประโยชน์อื่น ๆ หรือการจัดตั้งศูนย์ราชการในพื้นที่ที่อาจมีความอ่อนไหว ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของ “ชุมชน” กับ “ภาครัฐ” ในการสร้างและพัฒนาพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาต่าง ๆ ควรมี “สิทธิ” และ “เสียง” ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หากไม่มีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและชุมชน การพัฒนาที่ยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ รวมทั้ง ความจำเป็นของการมีกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. ที่จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างและพัฒนาพื้นที่ จะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมของตนเอง ซึ่ง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา สะท้อนว่า หลายพื้นที่หลายจังหวัดมองว่า พื้นที่ไม่ใช้ประโยชน์ไปถมที่ รวมทั้งศูนย์ราชการหลายแห่งกลายเป็นตั้งอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว ต้องมองเรื่องผังเมืองที่ชุมชนเข้ามามีบทบาทร่วมกับภาครัฐในการสร้างพื้นที่ และจะมี พ.ร.บ.ที่จะเปิดให้ชุมชนได้ช่วยเสริมอย่างไร ชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ร่วมแก้ไขปัญหา การพัฒนาที่ยั่งยืนต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

หมายเหตุ:

  • ประมวลข้อมูลจากเวทีการประชุมใหญ่ปี 2567 “เมือง(ไม่)รู้ร้อนรู้หนาว กับ ชุนชนเมือง ในยุคโลกเดือด” แนวทางนำสู่ การเตรียมความพร้อม รับมือ ปรับตัว อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม (People-centred urban climate resilience and adaptation)“ ภายใต้โครงการประชาสังคมร่วมแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงเมือง (SUCCESS) สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป วันที่ 25-27 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมเดอะคอนวีเนี่ยน  จังหวัดขอนแก่น
  • บทความเผยแพร่โครงการ SUCCESS จัดทำขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ซึ่งทีมงานโครงการ SUCCESS มีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาทั้งหมด โดยเนื้อหาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสะท้อนมุมมองของสหภาพยุโรป