ผักช่วงชิง ชัยชนะบนผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งรายได้จากทุ่งทองคำสีเขียว ชาว ต.ดงครั่งใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด

เรื่องและภาพ: พลรวัฒน์ ดวงเข็ม

ยากที่จะเชื่อหากยังไม่เห็นกับตา และไม่ได้เจาะลึกลงไปที่ข้อมูลว่า “การปลูกผักจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านได้จริง” นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนครุ่นคิดตลอดขณะเดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับการแนะนำ พร้อมกับเรื่องเล่าที่น่าสนใจว่า มีชาวบ้านในอำเภอเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด หลายชุมชน ลุกขึ้นมาเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะชุมชน—จากที่เคยเป็นป่ายูคาลิปตัสบ้าง พื้นที่รกร้างว่างเปล่าบ้าง มาจัดสรรเป็นแปลงปลูกผักขนาดใหญ่

กลุ่มนี้มีสมาชิกมากมายและปลูกผักหลากหลายชนิด ผลผลิตที่ได้ส่งขายเพียงแค่ละแวกบ้านก็แทบไม่พอขาย แถมยังมีรายได้เหลือเก็บมากกว่าการเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่ด้วยซ้ำ ชาวบ้านใช้กิจกรรมการปลูกผักนี้เป็นแหล่งสร้างรายได้รายวันและรายสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดคือ การแก้ปัญหาความยากจน

ที่นี่คือ บ้านดงครั่งใหญ่ ต.ดงครั่งใหญ่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ชุมชนที่ตั้งอยู่ในดินแดนที่ถูกเรียกว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” ภาพจำของผืนดินสีขาวหม่นและพื้นที่ของต้นยูคาลิปตัสที่สูบกินวิญญาณและแร่ธาตุไปจนเกลี้ยง กำลังถูกแต้มสีใหม่ด้วยความเขียวเข้มของผักกาดหอม กะหล่ำ หอมแดง แตงกวา สีแดงสดของมะเขือเทศเชอร์รี่ และสีเขียวอ่อนจากค้างถั่วฝักยาว

นี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่หล่นจากฟ้า แต่คือการ “ถอดรหัส” เพื่อเปลี่ยนรายได้รายปีที่แสงอยู่ไกลสุดปลายอุโมงค์ด้วยความริบหรี่ ให้กลายเป็นจังหวะชีพจรของ “รายได้รายวัน” ด้วยการขายผักในละแวกชุมชน

บ้านดงครั่งใหญ่ ต.ดงครั่งใหญ่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

จากผืนดินที่เคยถูกตราหน้าว่าตายลึก… สู่แปลงทดลองที่ความหวังกำลังผลิใบ

คุณจิราภรณ์ ศรีฮาด (อายุ 30 ปี) และ คุณบัวแก้ว สาโรจน์ (อายุ 43 ปี) สมาชิกกลุ่มปลูกผักมูลค่าสูงบ้านดงครั่งใหญ่ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนชาวบ้านปลูกผักไว้กินเองอยู่แล้ว แต่เป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ปลูกตามฤดูกาลและไม่ได้ปลูกไว้ขาย

แม้ชาวบ้านจะปลูกผักบริเวณริมหนองน้ำนี้มาประมาณ 4 ปีแล้ว แต่รายได้ก็ไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ได้ปลูกผักมูลค่าสูงอย่าง บรอกโคลี กะหล่ำ หรือสลัดต่างๆ เพราะไม่รู้เลยว่าพื้นที่บ้านเราก็สามารถปลูกได้ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดเข้ามาทำโครงการแก้ไขความยากจน ช่วยแนะนำทั้งชนิดผัก วิธีการปรุงดิน และองค์ความรู้อื่นๆ พร้อมชวนให้กลุ่มปรับเปลี่ยนวิถีการปลูก

ปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 5,000 บาท และสำหรับรายที่ขยันหรือปลูกพืชที่ตลาดต้องการมาก (เช่น กลุ่มเพาะต้นกล้า) สามารถทำรายได้สูงถึง 8,000 – 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในชนบทโดยไม่ต้องลำบาก

เมื่อก่อนเคยทำงานโรงงานอยู่ จ.สมุทรปราการ ประมาณ 10 ปี พ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเริ่มอายุเยอะ ประกอบกับตัวเองตั้งท้อง จึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้าน พอเราได้กลับมาอยู่บ้านก็รู้สึกดีมากๆ และพอมีการจัดสรรพื้นที่ รวมกลุ่มปลูกผักมูลค่าสูงแบบนี้ ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าที่บ้านดีที่สุด ไม่ต้องไปลำบากเหมือนเดิม ทำที่บ้านรายได้อาจไม่เยอะ แต่เราได้ทำหลายอย่าง

บัวแก้ว สาโรจน์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้ตัวเลขรายได้อาจไม่สูงเท่างานในเมือง แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิต เงินเหลือเก็บ และการได้ดูแลครอบครัว ถือเป็นรายได้ที่ดีเยี่ยม
บัวแก้ว สาโรจน์ (ขวา)

เทคโนโลยี ความรู้ เปลี่ยนวิถีเพาะปลูกตามยถากรรมสู่เกษตรที่มีแบบแผนและกลยุทธ์

มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรแบบเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ “เกษตรมูลค่าสูง” ภายใต้งบประมาณและการดำเนินงานโครงการพัฒนาและยกระดับโมเดลแก้จนด้วยเกษตรมูลค่าสูง โดยเน้นการปรับปรุงดินและถ่ายทอดเทคนิคการปลูกพืชเมืองหนาว

เราตั้งโจทย์มาตอนแรก เราอยากเอาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เราอยากเอาระบบน้ำหยด เราอยากเอาพลังงานโซลาร์เซลล์ แต่พอมาจริงๆ แล้ว พี่ๆ กลุ่มเกษตรกรไม่ได้อยากได้เทคโนโลยีที่ยุ่งยาก แต่อยากได้ง่ายๆ เช่น น้ำมีตลอดเวลาแล้ว ก็อยากรู้ว่าผักที่มันไม่โตเนี่ย มันไม่โตเพราะอะไร ทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นโรค แต่จริงๆ ไม่ใช่ ทุกคนก็จะต้องมีความรู้ว่าผักชนิดนั้นเกิดจากโรค แมลง หรือได้รับปุ๋ยไม่เพียงพอ เราก็จะเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาให้ เป็นเทคโนโลยีง่ายๆ แล้วก็พร้อมใช้

ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ สมพร หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาโมเดลแก้จนด้วยเกษตรเศรษฐกิจมูลค่าสูงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด – โครงการวิจัยย่อย 1
ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ สมพร หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาโมเดลแก้จนด้วยเกษตรเศรษฐกิจมูลค่าสูงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด – โครงการวิจัยย่อย 1

การบริหารจัดการกลุ่มแบบมืออาชีพ

การบริหารกลุ่มถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โครงการยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยที่ทำกินเพียงลำพัง มาเป็นการรวมตัวที่มีระบบ เริ่มจากการจัดตั้ง “คณะกรรมการกลุ่ม” โครงการให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นกลุ่มเพราะเชื่อว่าการทำคนเดียวจะขาดกำลังใจเมื่อเผชิญปัญหา แต่การมีกลุ่มจะช่วยให้มี “เพื่อนคู่คิด” และประคับประคองกันได้

เนื่องจากพื้นที่แปลงรวมมีจำกัด คณะกรรมการจึงใช้วิธี “จับฉลาก” เพื่อแบ่งพื้นที่ให้สมาชิกแต่ละครัวเรือนอย่างเท่าเทียมกัน (เช่น แบ่งคนละ 3 แปลง แปลงละ 10 เมตร) สิ่งที่น่าสนใจ คือ

  • กลุ่มมีการทำ “ตารางการปลูก” หรือปฏิทินหมุนเวียนพืชร่วมกับทีมวิจัย
  • ระบุเวลาเก็บเกี่ยวของพืชแต่ละชนิด และแบ่งกลุ่มสมาชิกให้ปลูกผักที่แตกต่างกัน เพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด และให้มีผักขายอย่างต่อเนื่องทุกวัน
  • หมุนเวียนชนิดพืชเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสปลูกทั้งผักมูลค่าสูง (เช่น บรอกโคลี) สลับกับผักทั่วไป (เช่น ผักบุ้ง) เพื่อเกลี่ยค่าเฉลี่ยรายได้ต่อปีของสมาชิกทุกคนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

“ผักช่วงชิง” กลยุทธ์การพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกร

กลยุทธ์ด้านการ “ช่วงชิง” ถือเป็นแนวทางการตลาดที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ต้องลงแข่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การนำแนวคิดนี้มาใช้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อช่วยให้ผลผลิตเข้าถึงผู้บริโภคและขายได้มากที่สุด

ดร.พวงเพชร พิมพ์จันทร์ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์) กล่าวว่า นี่คือแนวทางการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรใน ต.ดงครั่งใหญ่ จากเดิมที่รอรายได้จากการขายข้าวเพียงปีละครั้ง ให้กลายเป็นผู้ที่มี “รายได้รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน” ซึ่งมาพร้อมกับความมั่นคงทางอาหารและการเงินที่มากขึ้น โดยคำว่า “ช่วงชิง” สามารถอธิบายได้ใน 4 มิติ คือ

  • ช่วงชิงด้านเวลาและฤดูกาล: เลือกปลูกผักในช่วงเวลาที่พื้นที่อื่นปลูกยากหรือผลผลิตในตลาดมีน้อย เพื่อให้ได้ราคาสูง เช่น ในฤดูฝนผักอย่าง ผักชี (ชีจีน, ชีลาว) และหอมแบ่ง จะมีราคาสูงมาก เกษตรกรใช้เทคนิคยกแปลงให้สูงและขึงสแลนป้องกันฝน ทำให้ผลิตผักได้ในช่วงขาดแคลนและขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100-200 บาท รวมถึงการใช้องค์ความรู้เรื่องดินและน้ำเพื่อให้ปลูกผักได้ตลอดทั้งปี ไม่จำกัดแค่ 3 เดือนหลังฤดูเก็บเกี่ยว
  • ช่วงชิงด้านมูลค่าและตลาด: เปลี่ยนจากผักพื้นบ้านราคาต่ำ เป็นพืชที่ตลาดต้องการและผลตอบแทนสูง เช่น ผักเมืองหนาว, บรอกโคลี, กะหล่ำดอก, กะหล่ำปลี และผักสลัดกลุ่มโอ๊คหรือคอส ซึ่งขายได้ในราคา 80-90 บาท/กก. (เทียบกับผักบุ้งหรือคะน้าที่อาจได้เพียง 10-20 บาท/กก.) พร้อมส่งเสริมตลาดที่หลากหลาย ทั้งหน้าแปลง, “รถพ่วงซิ่ง” (รถพุ่มพวง) เพื่อกระจายสู่ชุมชน และลุยตลาดออนไลน์อย่าง TikTok และ Facebook
  • ช่วงชิงเพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยง: หากฤดูกาลใดมีปัญหาโรคหรือแมลงระบาดกับพืชชนิดหนึ่ง เกษตรกรจะขยับไปปลูกผักชนิดอื่นทดแทนเพื่อลดความเสียหาย และใช้ตารางปฏิทินหมุนเวียนพืชเพื่อไม่ให้เกษตรกรแย่งลูกค้ากันเอง ทำให้ทุกคนมีรายได้เข้ามาทุกวัน
  • ช่วงชิงโอกาสและคุณภาพชีวิต: การปลูกผักทำให้สุขภาพจิตดี เกิดความภาคภูมิใจเมื่อเห็นผักงอกงามจนบางครั้ง “ไม่อยากขาย” เพราะความสวยงาม ที่สำคัญ รายได้ที่มั่นคงจากผักช่วงชิงช่วยให้คนวัยทำงานที่เคยไปทำงานต่างถิ่น (เช่น สมุทรปราการ หรือภูเก็ต) สามารถกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อแม่และครอบครัวได้อย่างอบอุ่น
ดร.พวงเพชร พิมพ์จันทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์

เกษตรมูลค่าสูง แนวทางการบริหารจัดการสู่อาชีพ รายได้ แก้ปัญหาความยากจน

การเข้ามาหนุนเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชวนชุมชนสร้างเป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์และแบบแผน เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมการแก้ปัญหาความยากจน โครงการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด มีแนวทางที่เห็นผลเป็นรูปธรรมผ่านกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมเข้าด้วยกัน

โดยเฉพาะความพยายามในการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จาก “รายปี” เป็น “รายวัน” ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน เพราะเดิมทีชาวนาในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ปลูกข้าวและมีรายได้เพียงปีละครั้ง แต่ “ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทุกวัน” ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจชี้ชัดว่า เกษตรกรดงครั่งใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 300 บาทต่อวัน หรือ 3,000 – 5,000 บาทต่อเดือน (สูงสุด 8,000 – 10,000 บาท) เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องดิ้นรนไปต่างถิ่น

การแก้ปัญหาความยากจนในโมเดลนี้จึงไม่ได้จบแค่การให้งบประมาณ แต่เป็นการมอบ “อาวุธทางปัญญา” และการสร้างระบบบริหารจัดการที่ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว แม้ในวันที่โครงการสิ้นสุดลงก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม: ถอดรหัส ‘ปลูกผักแก้จน’ เมื่อน้ำตาแห่งความตื้นตัน กลายเป็นต้นทุนบทใหม่ของเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้