เรื่อง พลรวัฒน์ ดวงเข็ม ภาพ ศวภ.อีสาน
ในวันที่บิลค่าไฟกลายเป็นจดหมายระทึกขวัญและราคาน้ำมันโลกผันผวนจนยากจะคาดเดา โจทย์เรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานหรือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่นี่คือ สงครามปากท้อง ที่คนตัวเล็กตัวน้อยในภาคอีสานกำลังลุกขึ้นมาสู้ด้วยสติปัญญาและทรัพยากรพื้นถิ่นที่มีอยู่และพอจะหาได้ ด้วยงบประมาณอันจำกัดจำเขี่ย และมี สตง.คอยจ้องมอง ว่าจะมีการใช้จ่ายผิดระเบียบอยู่ตลอดเวลา นี่คือ ห้วงเวลาที่ท้ายทายต่อระบบ เมื่อเงินในกระเป๋าชาวบ้าน หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานท้อนถิ่นกำลังถูกสูบจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า จะทำอย่างไร หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายจุดนี้ลดน้อยลง และสามารถดำเนินงานเพื่อตอบสนองพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พลังงานชุมชนทางเลือก หรือ ทางออก สำหรับการยกระดับเพื่อพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งพาระบบกลไกตลาด ซาวอีสาน แพลตฟอร์มด้านการสื่อสารสาธารณะท้องถิ่น ชวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคอีสาน มาร่วมแลกเปลี่ยนและแชร์ประสบการณ์ตรงในการพยายมหาทางออกและมองหาพลังงานทดแทนในภาวะที่สงครามตะวันออกกลางกับสหรัฐจะอออกไปทางไหน แต่ที่แน่ ๆ พี่น้องประชาชนบ้านเราต่างย่ำแย่กันเป็นแถว
1 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันดี ที่เราเริ่มต้นการพูดคุยกันผ่านระบบออนไลน์ภายใต้ชื่อ Sound On Day (สะออนเด้) : ลดพลังด้วยพลังงานชุมชน ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. (สำนัก 3), ศวภ.อีสาน และ ThaiPBS Locals (อยู่ดีมีแฮง) กับการชวนเปิดประสบการณ์อันน่าทึ่งของ 3 อบต. แห่งภาคอีสาน ซึ่งมีทั้งปราชญ์ชาวบ้าน และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมแชร์ประสบการณ์และบอกเล่าเรื่องราวการดำเนินงานที่ไม่ได้มองแค่มีสบประมาณหรือเปล่า แต่มองไปที่การร่วมกันสร้างให้เกิดเป็นกิจวัตรประจำวัน

รายการวันนี้ได้ นายศานิต กล้าแท้ นายก อบต.โพนทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ นายนิกร พ่อเพียรโคตร ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม และ นายเทียน แผลงฤทธิ์ นายก อบต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานีดำเนินรายการโดย น.ส.วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะThaiPBS ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้สร้างด้วยงบประมาณมหาศาลเสมอไป แต่สร้างได้ด้วยพลังชุมชน
ต้นแบบ”ลดพลังงานด้วยพลังชุมชน”อบต.โพนทอง จ.ชัยภูมิ กับนวัตกรรมสุดเจ๋งที่ทำได้จริง!
สิ่งที่เป็นตาสะออนคัก ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขวัตต์หรือแผงซิลิคอน แต่มันคือการสร้างแอดมินพลังงาน และ ช่างชุมชน ที่เป็นฟันเฟืองให้ท้องถิ่นไม่ต้องรอส่วนกลาง นี่คือการทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ท้องถิ่นอื่นต้องหันมอง เพราะหากปราศจากคนที่เข้าใจเทคโนโลยี พลังงานสะอาดก็จะเป็นเพียงขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เริ่มต้นกันที่โมเดลการจัดการของเสียใน อบต.โพนทอง ก้าวข้ามคำว่าทิ้งขยะไปไกลสู่การเป็นโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นขนาดย่อม โดยเน้นการเปลี่ยนสิ่งที่ชาวบ้านอยากโยนทิ้งให้กลายเป็นต้นทุนทางสวัสดิการที่จับต้องได้ พลังงานจากครัวเรือนสู่เครื่องจักรชุมชน โครงการนี้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยใช้เงินรางวัลธรรมาภิบาลที่ อบต. ได้รับจากการบริหารจัดการที่ดี มาจัดซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำมันในราคาที่ประหยัดลง เพื่อลดการทิ้งขยะจำพวกน้ำมันทอดแล้วลงในท่อระบายน้ำ และนำมาซึ่งสุขภาวะที่ไม่ดีในชุมชน จึงมีการร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่รณรงค์ให้ชาวบ้านไม่ทิ้งน้ำมันทอดซ้ำลงในท่อระบายน้ำ เพราะน้ำมันเหล่านี้มี สารก่อมะเร็ง ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และการทิ้งลงท่อยังทำให้เกิดปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน


น้ำมันทอดซ้ำที่รับซื้อขวดละ 10 บาท ผลิตเป็นน้ำมันใช้กับรถไถและเครื่องสูบน้ำ ต้นทุนไม่ถึง 20 บาทต่อลิตร ส่วนถุงพลาสติก อบต.ก็จะรับซื้อจากชาวบ้านเพื่อนำมาเข้าเตากลั่นให้เป้นพลังงานไบโอดีเซล โดยมีผู้ใหญ่เล็ก ผู้นำชุมชนที่เป็นเครือข่ายองค์กรหลักในพื้นที่ ที่พัฒนาเครื่องเผาพลาสติก เปลี่ยนถุงแกงและฝาขวด (ขยะที่ย่อยสลายยากที่สุด) ให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ใช้กับเครื่องตัดหญ้าและรถมอเตอร์ไซค์ได้จริง
ความล้ำอยู่ที่การเชื่อมโยงขยะเข้ากับสวัสดิการ ชาวบ้านที่นำขยะมาขายจะได้เป็นสมาชิกกองทุน มีเงินสะสม มีค่ารักษาพยาบาลคืนละ 300 บาท และค่าจัดการศพสูงสุด 10,000 บาท ปัจจุบันกองทุนนี้มีเงินหมุนเวียนกว่า 600,000 บาท อบต.โพนทอง ไม่ได้แค่บอกให้ชาวบ้านทำ แต่เริ่มที่ตัวเองด้วยการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ 21 KV บนหลังคาสำนักงาน ผลลัพธ์คือ ค่าไฟลดลงจากเดือนละ 30,000 บาทเหลือเพียง 17,000 บาท ประหยัดเงินหลวงไปได้เกือบครึ่งหนึ่ง เพื่อนำไปใช้พัฒนาส่วนอื่นได้ทันที

ถ้ามันวิกฤตจริงๆจนไม่มีน้ำมันใช้ผมเชื่อว่าน้ำมันพืชทอดซ้ำนี่แหละไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหมูน้ำมันไก่น้ำมันปาล์มน้ำมันรำข้าวทำเป็นน้ำมันไบโอดีเซลได้หมด…เราได้ประโยชน์หลายนัดซ้อน… ลดการใช้น้ำมันซ้ำเพื่อสุขภาพของพี่น้องในชุมชนทางหนึ่ง… และทำให้ชาวบ้านได้สวัสดิการด้วยเพราะถ้ามาสมัครเป็นสมาชิกเอาน้ำมันพืชมาขายให้กองทุนขยะเขาก็ได้มีเงินออมเสียชีวิตก็ได้นอนโรงพยาบาลก็ได้คืน
ศานิต กล้าแท้ นายก อบต.โพนทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

อบต.พิมาน (นครพนม) พลังงานจากต้นยางนาและเครือข่ายช่างชุมชนลดการพึ่งพาภายนอก
สำหรับ อบต.พิมาน ถือเป้นพื้นที่ต้นแบบหนึ่งที่มีความน่าสนใจเป้นอย่างมาก เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่แรกที่มีการทดลองผลิตน้ำมันดีเซลใช้กับรถไถนาและเครื่องจักรทางการเกษตร จากต้นยางนาประสบผลสำเร็จ จากการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน พบว่ามีการจัดการพื้นที่ปลูกต้นยางนาประมาณ 36 ไร่ ซึ่งมีต้นยางนาขนาดใหญ่รวมแล้วหลายพันต้น ขณะที่ในชุมชนมีการรณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกตามไร่นา โดยมีการขึ้นทะเบียนกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) แล้ว 10,000 กว่าต้น ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 400-500 ไร่ต้นยางนาต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถเจาะเพื่อนำน้ำมันมาใช้ประโยชน์ได้
สูตรการผลิตน้ำมันจากต้นยางนา ที่ ต.พิมาน ใช้การผสมน้ำมันยางนากับดีเซลในสัดส่วน 30:70, 50:50, 70:30 จนถึงขั้นใช้ น้ำมันยางนาสดๆ 100% เติมเครื่องยนต์ได้ สามารถใช้กับรถไถนาและเครื่องสูบน้ำได้จริง โดยให้ค่าพลังงานสูงและช่วยประหยัดต้นทุนเกษตรกร ปัจจุบันเน้นการเพิ่มมูลค่าจากน้ำมันเชื้อเพลิง (ลิตรละประมาณ 80 บาท) สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เช่น สบู่เหลวครีมนวดผมและครีมบำรุงผิว ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึงหลักหมื่นบาทต่อลิตร มากกว่านั้นคือ ที่นี่มีการออกแบบ และค้นหาแนวทางการใช้พลังงานทดแทนใหม่ ๆ หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการยกระดับชุมชนภายใต้แนวคิดชุมชนคาร์บ่อนต่ำ


โซลาเซลล์ชุมชนมีทั้งการติดตั้งบนหลังคา อบต. เพื่อผลิตไฟฟ้าขายคืนให้การไฟฟ้า และนวัตกรรม “โซลาเซลล์เคลื่อนที่” ที่ให้เกษตรกรยืมไปใช้สูบน้ำทำนาหรือปลูกต้นไม้
การสร้างช่างชุมชน ส่งคนในพื้นที่ไปอบรมการติดตั้งและซ่อมแซมแผงโซลาเซลล์ เพื่อให้แต่ละหมู่บ้าน (จากทั้งหมด 10 หมู่บ้าน) มีช่างที่ดูแลระบบได้เอง
ธนาคารต้นไม้และคาร์บอนเครดิต มุ่งเน้นการปลูกป่าเพื่อลดโลกร้อนและเตรียมความพร้อมในการ ขายคาร์บอนเครดิต ในอนาคต
ตำบลไร้รถขยะ (Zero Waste) บริหารจัดการขยะที่ต้นทางจนไม่ต้องมีรถขนขยะหรือโรงเผา ประหยัดงบประมาณและลดมลพิษ
ด้วยความโดดเด่นนี้ ทำให้ อบต.พิมาน ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนคาร์บอนต่ำระดับประเทศ และเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบที่ต้อนรับผู้มาดูงานจากทั่วประเทศ ซึ่งที่ตำบลพิมาน ยึดถือหลักการที่ว่า “เราจะเป็นแก้วน้ำครึ่งใบ” ที่พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ และแบ่งปันประสบการณ์เสมอ
เราสมัครใจเป็นแก้วน้ำครึ่งใบที่พร้อมเรียนรู้และรับเครือข่ายจากภายนอกเสมอเพื่อนำมาเติมเต็มความเข้มแข็งให้ชุมชนเราอยู่ได้ด้วยตัวเอง
พ่อนิกร พ่อเพียโคตร ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลพิมาน

อบต.ยางขี้นก (อุบลราชธานี) เมื่อ ‘แสงแดด’ ปะทะ ‘ฟิสิกส์พื้นบ้าน’
บนพื้นที่หลังเต่าที่แล้งและเค็ม อบต.ยางขี้นก ได้ใช้นวัตกรรมเข้าสู้เพื่อคืนชีวิตให้เกษตรกร โซล่าเซลล์ 16 ชุด และธนาคารน้ำใต้ดิน หากมองพื้นที่ตำบลยางขี้นก จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์คือ ที่นี่ มีแม่น้ำสองสายใหญ่ ๆ ไหลขนาบอยู่สองด้าน แต่ในเขตรับผิดชอบนั้นไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน ดังนั้นต้นทุนด้านพลังงานน้ำจึงสำคัญและจำเป้นที่จะต้องมีการค้นหา และดึงออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ต้นทุนธนาคารน้ำที่อยู่ใต้ดิน คือ จุดที่ผู้เขียนกำลังกล่าวถึง
การใช้แสงแดดเข้มข้นของเมืองอุบลมาขับเคลื่อนระบบสูบน้ำโซล่าเซลล์ 16 ชุด เพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกว่า 1,500 ไร่ ควบคู่กับ ธนาคารน้ำใต้ดินที่ไม่ใช่แค่การขุดหลุมแต่คือการใช้หลักฟิสิกส์ของแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกเพื่อเติมน้ำฝนลงไปกดทับน้ำเค็มใต้ดิน ทำให้หน้าดินกลับมาเพาะปลูกได้อีกครั้ง


ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด ของ อบต.ยางขี้นก เป็นนวัตกรรมการจัดการน้ำที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะถิ่นอย่างยั่งยืน ในช่วงหน้าฝนจะมีการกักเก็บและเติมน้ำฝนลงสู่บ่อหลักและแหล่งน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่น้ำฝนที่เป็นน้ำจืดจะไหลซึมลงไปสะสมใต้ดินและสร้างแรงดันเพื่อกดน้ำเค็มที่มีความหนาแน่นมากกว่าให้อยู่ในระดับลึกเมื่อน้ำเค็มถูกกดไว้ใต้ดิน ก็จะไม่สามารถระเหยขึ้นมาถึงระดับหน้าดินได้ ช่วยป้องกันไม่ให้หน้าดินกลายเป็นคราบเกลือหรือ สากเกลือที่ทำลายพืชพรรณ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรในวงกว้าง อบต.ยางขี้นก ได้ดำเนินโครงการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มีการขยายผลการขุดบ่อกักเก็บน้ำขนาดเล็กจำนวน 30 บ่อ กระจายไปในพื้นที่เกษตรกรรม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ มีแหล่งน้ำจืดไว้ใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี และใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยในการสูบและผันน้ำเข้าสู่บ่อเหล่านี้ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร
เทียน แผลงฤทธิ์ ยานก อบต.ยางขี้นก ได้ขยายความให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงระบบและกลไกในการกระจายน้ำ ส่งน้ำจากใต้ดินขึ้นมาใช้โดยใช้แรงโน้มถ่วงของโลก เขาเปรียบระบบน้ำนี้ว่าเป็นการสร้าง กะละมังก้นรั่ว ไว้ทั่วทั้งตำบล โดยอาศัยแรงเหวี่ยงของโลกและหลักการที่ว่าของเหลวที่อยู่ในระนาบเดียวกันย่อมมีระดับเสมอกัน ทำให้น้ำที่เติมลงไปกระจายตัวเชื่อมถึงกันใต้ดิน สร้างความชุ่มชื้นและสมดุลน้ำให้กับพื้นที่อย่างทั่วถึง แม้จะเป็นพื้นที่ลักษณะ หลังเต่าที่เก็บกักน้ำได้ยากก็ตาม
การแก้ปัญหาต่างๆขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้นำเป็นอันดับแรกถ้าเราสู้โว้ย…มันก็สำเร็จถ้าถอยมันก็ไม่สำเร็จ
เทียน แผลงฤทธิ์ นายก อบต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

บทเรียนจาก 3 พื้นที่ได้ชี้ให้เห็นว่าสูตรสำเร็จของการจัดการพลังงานท้องถิ่นไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิค แต่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก การสะสมทุนมนุษย์ ต้องสร้างแอดมิน และ ช่าง ที่อยู่ติดพื้นที่ ไม่ว่าผู้นำจะเปลี่ยนกี่รุ่น แต่ความรู้ต้องคงอยู่ การทลายกำแพงงบประมาณ ใช้การประสานงานกับหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น กรมทรัพยากรน้ำ พลังงานจังหวัด หรือ สสส. เพื่อดึงทรัพยากรภายนอกมาหนุนเสริม ธรรมภิบาลที่กินได้ การทำให้ชาวบ้านเห็นว่า การลดพลังงาน = สวัสดิการและรายได้ จะสร้างความศรัทธาที่ยั่งยืนกว่าการรณรงค์แบบเดิม ๆ
การจัดการพลังงานในระดับรากหญ้าไม่ใช่เรื่องของคนมีตังค์ที่ซื้อรถ EV หรือติดโซล่าเซลล์หลักแสน แต่มันคือเรื่องของคนมีกึ๋น ที่มองเห็นค่าในขยะ ในแดดและในต้นไม้บ้านตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงที่แท้จริงให้แก่ท้องถิ่น ฟ้าวขยับเด้อพี่น้อง! เริ่มต้นจากสิ่งที่มี แล้วคุณจะพบว่าพลังงานในชุมชนน่ะ… คักอีหลีเด้อ!