เรื่อง สกุลรัตน์ สองจันทร์, ภาพ Japaventura
เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนอาจได้เห็นภาพแนวคิดการพัฒนาทางม้าลายบริเวณสี่แยกถนนมิตรภาพ หน้า Central Khon Kaen ที่เทศบาลนครขอนแก่นนำเสนอออกมา ภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งกระแสความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลายจากผู้คนในสังคม
แรงบันดาลใจของแนวคิดการพัฒนานี้มาจาก “ชิบูย่าโมเดล” ของย่าน Shibuya หนึ่งในเขตเศรษฐกิจสำคัญของกรุง Tokyo ประเทศ Japan ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านแฟชั่น วัฒนธรรม และย่านการค้าที่มีความคึกคักตลอดเวลา จุดไฮไลต์สำคัญของพื้นที่แห่งนี้อยู่ที่ Shibuya Crossing หรือทางม้าลายขนาดใหญ่บริเวณห้าแยกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในทางข้ามถนนที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของเมือง รวมถึงจุดหมายปลายทางและจุดเช็กอินสำคัญของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ชิบูย่ายังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของภาคการท่องเที่ยวในโตเกียวและญี่ปุ่น หากมองชิบูย่าผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ทำรายได้สูงเป็นอึกหนึ่งแรงจูงใจในการนำนวัตกรรมทางความคิดมาปรับใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยในปี 2024 การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 8.13 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 53.4% จากปีก่อนหน้า ในระดับพื้นที่ ชิบูย่าได้รับประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางการค้าปลีกและสินค้าแบรนด์เนม โดยมีการเติบโตของยอดขายสินค้าปลอดภาษี (Duty-free sales) ทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 85.9% ซึ่งสะท้อนผ่านการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในย่านชิบูย่าและชินจูกุ โมเดลดังกล่าวจึงมักถูกนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองของหลายประเทศและหลายเมืองทั่วโลก ที่ต้องการสร้างพื้นที่สาธารณะให้มีชีวิตชีวา เป็นมิตรกับคนเดินเท้า และสามารถพัฒนาให้กลายเป็นจุดขายของเมืองได้ในเวลาเดียวกัน
เทศบาลนครขอนแก่น ได้ปล่อยแนวคิด เพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอา “ชิบูย่าโมเดล” ขึ้นมาอีกครั้งในด้านแนวคิดการพัฒนาเมือง ความพยายามในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เมืองของหัวเมืองหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ได้สะท้อนให้เห็นถึงการแสวงหา “อัตลักษณ์ใหม่ของเมือง” ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมกับความพยายามสร้างพื้นที่เมืองที่ให้ความสำคัญกับผู้คน หรือการออกแบบเมืองที่มี มนุษย์เป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น แต่นี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยกโดมเดลการพัฒนาเมืองจากญี่หุ่นมาใช้ในอีสานบ้านเรา
ซาวอีสาน จึงยากชวนผู้อ่านย้อนวันวานเพื่อมองเรื่องราวการพัฒนาเมืองที่เคยเกิดขึ้นและชวนถอดรหัสการพัฒนาที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน ความเป็นไปได้ ของแผนพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้

จากญี่ปุ่น สู่ อุดรฯ แนวคิดพัฒนาเมืองด้วยย้านสร้างสรรค์ “ชิบูย่าอุดร”
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2561 แนวคิดการสร้างแยกชิบูย่า ได้ถูกนำมาทดลองใช้ในจังหวัดอุดรธานี ที่บริเวณย่านศูนย์การค้า UDTOWN ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด ภายใต้แนวคิดของการพัฒนาเมืองเดินได้ เดินดี
อุดรธานีเติบโตขึ้นจากสถานะของ เมืองเก่า และศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญในอดีต โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งการตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกาได้กระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของย่านเศรษฐกิจใหม่ ๆ อย่างหนาแน่น พร้อม ๆ กับการวางผังเมืองสมัยใหม่ที่เน้นการใช้วงเวียนเพื่อทำให้เกิดการหมุนเวียนของรถที่สัญจรมากกว่าการจอดติดไฟแดงตามแยก ผังเมืองของอุดรธานีถูกพัฒนาขึ้นในลักษณะคล้ายใยแมงมุม โดยมีวงเวียนและห้าแยกสำคัญทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รูปแบบดังกล่าวเอื้อต่อการค้าขายและการสัญจรของผู้คน
อุดรธานีได้ริเริ่มโครงการที่สร้างการรับรู้ในระดับประเทศอย่าง ชิบูย่าอุดร หนึ่งในโครงการของ อุดรธานี เมืองเดินได้ เดินดี (Udon Thani Walkable City) ณ บริเวณสี่แยกถนนทองใหญ่ตัดกับถนนประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามนำร่องการพัฒนาพื้นที่เมืองที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าเป็นศูนย์กลางอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย
ความโดดเด่นของชิบูย่าโมเดลอุดรธานีไม่ได้อยู่ที่การประยุกต์แบบทัศนียภาพเท่านั้น แต่อยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมืออย่าง Tactical Urbanism หรือปฏิบัติการผังเมืองเชิงกลยุทธ์ แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่ม New Urbanist ในปี 2010 ที่เมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา โดยเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนในชุมชน ในการออกแบบชิบูย่าอุดร ได้มีการอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐาน LEED-ND (Leadership in Energy and Environmental Design for Neighborhood Development) ซึ่งเป็นเกณฑ์สากลที่เน้นการออกแบบชุมชนให้น่าอยู่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำทางม้าลายทแยงมุมมาใช้ เป็นยุทธศาสตร์การออกแบบ Complete Streets ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่รถยนต์ แต่รวมถึงผู้เดินเท้า จักรยาน และผู้พิการ โดยมีการระบายสีที่สดใสและเลือกใช้สีเหลืองสะดุดตาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วด้วยสัญชาตญาณทางสายตา

พ.ท.วรายุส์ ตรีวัฒนสุวรรณ ให้สัมภาษณ์สื่อ ผู้จัดการออนไลน์ ว่า หลายคนที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จะเห็นตัวอย่างของถนนที่ออกแบบมาเพื่อให้คนเดินใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัยอย่างชัดเจน เช่น ย่าน Shibuya Crossing ใน Tokyo ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการพื้นที่เมืองที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า
ชิบูย่าอุดร จึงเป็นผลผลิตของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะบทบาทของสมาคมอสังหาริมทรัพย์อุดรธานีและเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งได้ร่วมกันผลักดันแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะจากต้นแบบของย่านชิบูย่าในกรุงโตเกียว แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคเอกชนในอุดรธานีที่ต้องการมีส่วนร่วมในการลงทุนและยกระดับภาพลักษณ์ของเมือง จนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการวางผังเมืองได้ในระดับหนึ่ง
อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการคือการเปิดพื้นที่ทดลองใช้งานจริงก่อนการก่อสร้าง เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนในพื้นที่ มีการจัดตั้งกระดานแสดงความคิดเห็น รวมถึงการสำรวจความพึงพอใจจากประชาชนหลายร้อยคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ แนวทางลักษณะนี้ทำให้กระบวนการพัฒนาเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐหรือผู้วางแผนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็น วิธีการดังกล่าวยังช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจราจร พร้อมทั้งทำให้ข้อมูลจากการใช้งานจริงถูกนำมาประมวลผลเพื่อปรับปรุงการออกแบบพื้นที่และแผนผังเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความคิดสร้างสรรค์ ไม่สัมพันกับการใช้ชีวิตบนท้องถนนแบบไทย
แม้จะได้รับคำชมในเชิงสร้างสรรค์ แต่การนำโมเดลต่างประเทศมาปรับใช้ในบริบทไทยยังพบข้อจำกัดหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อความยั่งยืนและความปลอดภัยกับประชาชน แม้จะมีทางม้าลายและมีการจำกำหนดไฟจราจรสำหรับข้ามถนน แต่ช่องว่างของวัฒนธรรมการจราจรและวินัยของผู้ขับขี่ กลับกลายเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ในจังหวัดอุดร ฯ เท่านั้น เพราะพฤติกรรมการฝ่าสัญญาณไฟแดงหรือการหยุดรถทับทางม้าลายยังคงพบเห็นได้บ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้ทางข้ามทแยงมุมกลายเป็นจุดเสี่ยงอุบัติเหตุแทนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยหากขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด
ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี ชี้ให้เห็นว่าสถิติอุบัติเหตุในช่วงหลังการทำทางข้ามเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจาก 8 ครั้งเหลือ 7 ครั้ง ในช่วงปี 2560 เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งแสดงว่าปัจจัยด้านสีสันและรูปแบบอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอในการลดความสูญเสีย ในอุดรธานีการสัญจรส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลและรถรับจ้างสี่ล้อ หากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทางเดินเท้าไม่ถูกเชื่อมต่อด้วยระบบ Smart Bus หรือทางเดินเท้าที่ต่อเนื่องและร่มรื่นตลอดทั้งโครงข่าย ทางข้ามชิบูย่าก็จะกลายเป็นเพียง เกาะกลางกระแสจราจร ที่คนใช้งานเพียงชั่วคราวแต่ไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตการเดินทางในระยะยาว
จากอุดร ถึง ขอนแก่น บริบทเมืองที่เหมือนและต่างแต่แนวคิดเดียวกัน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการสร้าง เมืองที่น่าเดิน คือการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เอื้อต่อการสัญจรของผู้คน ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่การกำจัดสิ่งกีดขวางทั้งทางสายตาและทางกายภาพ ปัจจุบันเทศบาลนครขอนแก่นได้เริ่มดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น ถนนศรีจันทร์ และบริเวณโดยรอบบึงแก่นนคร การดำเนินการลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความเป็นระเบียบของเมืองเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดมุมมองทัศนียภาพให้พื้นที่ดูทันสมัย และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเมืองในแบบสากลมากยิ่งขึ้น สำหรับบริเวณสี่แยกหน้าเซ็นทรัลขอนแก่น การจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวก็มีแนวโน้มจะช่วยยกระดับคุณภาพพื้นที่สาธารณะ ทำให้บริเวณทางข้ามและพื้นที่โดยรอบดูปลอดภัย เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการใช้งานของคนเดินเท้า
อย่างไรก็ตาม การทำให้เมืองเดินได้จริง คงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงทางม้าลายหรือทางเท้าเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การออกแบบเมืองให้ประชาชนสามารถเข้าถึงจุดหมายสำคัญในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน สถานศึกษา แหล่งอุปโภคบริโภค หรือระบบขนส่งสาธารณะ โดยงานวิจัยด้านการวางผังเมืองจำนวนมากชี้ว่า ระยะทางการเดินที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ที่ประมาณ 500–800 เมตร หรือไม่เกิน 10 นาที ดังนั้น หากขอนแก่นต้องการพัฒนาไปสู่เมืองที่เดินได้อย่างแท้จริง การพัฒนาเมืองจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การจัดวางพื้นที่กิจกรรมของเมือง และการเชื่อมโยงระบบขนส่ง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างครอบคลุม เช่น ความต่อเนื่องของทางเท้าที่ต้องเชื่อมต่อกับย่านธุรกิจรอบข้าง เช่น ศูนย์ราชการ โรงแรม และสถานีรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงแก้ไขปัญหาหลักของทางเท้า อย่าง เสาไฟ ป้ายโฆษณา และการจอดรถที่ผิดกฎหมาย รวมไปถึงต้องมีทางลาดที่ตรงกับทางม้าลาย แผ่นปูทางเท้าสำหรับคนพิการ และสัญญาณเสียงเพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย และนอกเหนือจากชิบูย่า ขอนแก่นเอง ควรมีการนำแนวคิดจากเมืองอื่น ๆ มาปรับใช้ด้วย เช่น ประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและสังคมของไทย
ยกโมเดล Continuous Shade Network จากสิงค์โปร แทน ชิบูย่า
สิงคโปร์ เป็นโมเดลที่เหมาะสมอย่างนึงในด้านการจัดการภูมิอากาศเขตร้อนชื้น สิงคโปร์มีนโยบาย Continuous Shade Network โดยออกแบบให้มีทางเดินที่มีหลังคาคลุม เชื่อมต่อระหว่างสถานีขนส่งและที่พักอาศัย ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ทฤษฎีนี้สามารภนำมาปรับใช้ได้ในบางกรณี เช่น การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ต้นไม้ไม่เพียงแต่ลดอุณหภูมิได้ถึง 17 องศาเซลเซียส แต่ยังสร้างบรรยากาศที่น่าเดินและช่วยลดก๊าซคาร์บอน หรือการออกแบบอาคารบริเวณโดยรอบ โดยการออกแบบให้อาคารพาณิชย์ที่อาจจะถูกสร้างเพิ่มมากขึ้นในอนาคตบริเวณริมทางเท้ามีส่วนยื่นออกมา เพื่อช่วยให้คนเดินเท้าข้ามถนนหรือเดินในย่านธุรกิจได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแดดหรือฝน
นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีและการจัดการจราจรเพื่อความปลอดภัยที่ตรงจุด อย่างทางม้าลายในย่านชิบูย่า ก็มีการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถควบคุมพฤติกรรมผู้ขับขี่และจัดการปริมาณรถอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความปลอดภัยของประชาชน เช่น ระบบ AI Enforcement และการจัดการสัญญาณไฟ ดังนั้นขอนแก่นควรติดตั้งกล้อง AI ที่สามารถตรวจจับรถทับทางม้าลาย หรือรถที่ฝ่าไฟแดงโดยอัตโนมัติ ดังที่มีการเริ่มใช้ในกรุงเทพฯ และมีระบบส่งสัญญาณเสียงเตือนผู้ที่ทำผิดกฎจราจร ไปจนถึงวิเคราะห์ปริมาณรถและคนเดินเท้าแบบเรียลไทม์เพื่อปรับรอบไฟจราจร


The Future of Us Pavilion ตั้งอยู่ใน Gardens by the Bay สิงคโปร์ ภาพจาก architizer
ช่วยลดปัญหารถติดสะสมในช่วงเวลาเร่งด่วนบริเวณหน้าเซ็นทรัล ซึ่งเป็นจุดหลักของการพัฒนา อีกทั้งต้องทดลองใช้เทคโนโลยีที่ยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้า เช่นเดียวกับโครงการนำร่อง การบูรณาการกับระบบขนส่งมวลชนในอนาคต อย่าง โครงการรถไฟฟ้ารางเบาขอนแก่น (LRT) และการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่ง (TOD) จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ ชิบูย่าขอนแก่น สามารถใช้งานได้จริง ตลอดจนสามารถเชื่อมโยง ระหว่างบริเวณหน้าเซ็นทรัลกับจุดหมายอื่น ๆ ในเมืองและช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางซึ่งคิดเป็น 20% ของรายจ่ายคนเมือง
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโครงการลักษณะนี้จะเกิดขึ้นจริงในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ก็ตาม แต่หากในอนาคตมีการนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาพัฒนาหรือขับเคลื่อนต่ออีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการนำหลักคิดด้านการออกแบบเมืองและการใช้พื้นที่สาธารณะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการในการวางแผนพัฒนา เพราะโดยแก่นแท้แล้ว การพัฒนาเมืองไม่ควรตั้งอยู่บนภาพจำหรือสัญลักษณ์เชิงการตลาดของเมืองเท่านั้น แต่ควรตั้งอยู่บนคำถามสำคัญว่า
“พื้นที่เหล่านั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานจริงของประชาชนได้มากเพียงใด”
การทำความเข้าใจโครงการพัฒนาเมืองในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาถึงต้นกำเนิด พัฒนาการ และโครงสร้างทางกายภาพของเมืองควบคู่กันไป เมืองแต่ละแห่งมีบริบททางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้พื้นที่ที่แตกต่างกัน การนำแนวคิดจากต่างประเทศมาปรับใช้จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตีความและปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นก่อน
สำหรับขอนแก่นเอง เมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สาธารณะจึงควรคำนึงถึงการใช้งานของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในเมือง นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ที่สัญจรด้วยการเดินเท้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น หากแนวคิด ชิบูย่าขอนแก่น จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการสร้างทางม้าลายขนาดใหญ่ แต่ต้องทำให้พื้นที่ดังกล่าว ใช้งานได้จริง และเชื่อมโยงกับระบบการเดินเท้า การคมนาคม และกิจกรรมของเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ ชิบูย่าขอนแก่น เป็นมากกว่าทางม้าลาย หรือแลนด์มาร์กสำหรับการถ่ายภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน
อ้างอิง
https://mgronline.com/local/detail/9610000118397
https://www.archdaily.com/1038054/how-cities-design-public-life-in-the-shade?hl=th-TH