จากความโกลาหลชายแดนไทย-กัมพูชา สู่ภาพสะท้อนทั้งศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับมือจัดการดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และความเหลื่อมล้ำ เรื่องงบประมาณการจัดการระหว่างท้องถิ่น ภูมิภาค และส่วนกลางในการจัดการและรับมือภาวะวิกฤติในศูนย์อพยพ นี่คือโจทย์และบทสนทนา ในรายการ Live Talk “ฟังเสียงชุมชน : พลังคนท้องถิ่นรับมือแรงสะเทือนชายแดน” เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา (ชมย้อนหลัง)
ภายใต้ความร่วมมือศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สสส. สำนัก 3 ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่นซาวอีสาน และ Thai PBS Locals ร่วมสนทนา โดยนายธนา ยันตรโกวิท กรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สสส.สำนัก 3) นางจรัญญา กันยามัย ปลัด อบต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่าที่ร้อยตรีสิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัด อบต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นางบุษราภรณ์ ทวีเกิด รองนายกเทศมนตรีตำบลกาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และ นางสาววลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายชำนาญการ Thai PBS Locals ดำเนินวงสนทนา

ปะทะระลอกใหม่…แรงสะเทือนชายแดนรุนแรงและหนักหน่วง
พลันที่มีการแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ฉายภาพการจัดการภาวะวิกฤติที่มีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับความโกลาหลและความสูญเสียของชาวบ้านในพื้นที่จากเหตุการณ์ปะทะที่รุนแรงครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนอยู่อาศัยกันอย่างฉุกละหุก สับสน วุ่นวาย บางคนไม่รู้จะไปที่ไหน จุดไหนเรียกจุดที่ปลอดภัย หรือบางคนไปแล้วจุดอพยพไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งปัญหาของการใช้พื้นที่ซึ่งท้องถิ่นที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นผู้ดูแล เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการและดูลอย่างทั่วถึง และที่สำคัญช่วงเวลานั้นการแจ้งเตือนล่วงหน้าแทบจะไม่มีหรือไม่สามารถรับรู้ได้เลย ความแตกต่างครั้งนี้ได้ตอกย้ำบทบาทของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในฐานะกลไก “แนวหน้าพลเรือน” ที่ต้องเผชิญหน้าและบริหารจัดการกับภาวะวิกฤตโดยตรง ณ จุดเกิดเหตุ การทำความเข้าใจบทบาท ขีดความสามารถ และข้อจำกัดของ อปท. จึงมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์เพราะนี่คือจุดคานงัดที่จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายการจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
การอพยพชาวบ้านรอบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยมีระยะเวลาห่างจากครั้งแรกเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ไม่ง่ายเลยที่จะต้องจัดการดูแลชาวบ้านที่เคลื่อนย้ายออกมาจากบ้านเรือนอยู่อาศัยของตนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน บางศูนย์อพยพมีประชาชนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน เรื่องใหญ่ ๆ ที่ต้องจัดการคือ ที่หลับที่นอน อาหาร น้ำดื่มและสุขภาพ และผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนั้น คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อบต. เทศบาล หน่วยงานที่ใกล้ชิตกับพี่น้องประชาชนที่สุด และในหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่ก็คือผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพ ญาติ พี่น้อง และตัวเองออกมาอยู่ในที่ปลอดภัยด้วย

การอพยพครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถูกบรรยายว่าเป็นเหตุการณ์ที่โกลาหลและเป็นการตั้งรับอย่างปัจจุบันทันด่วนท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ชุมชนไม่มีเวลาเตรียมตัว ทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน และที่น่าสลดใจ คือ เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของพลเรือนในพื้นที่อำเภอกาบเชิงถึง 2 ราย กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกคนจดจำ ตรงกันข้ามกับการอพยพครั้งล่าสุด แม้จะยังคงเต็มไปด้วยความเร่งด่วน แต่กระบวนการกลับเป็นระเบียบและจัดการได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญ คือ การมีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านข้อความ SMS ที่ส่งถึงประชาชน ทำให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 2 ชั่วโมงในการเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น การเตรียมความพร้อมที่เกิดจากประสบการณ์ครั้งก่อนทำให้การเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นไปอย่างมีระบบ ลดความตื่นตระหนกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคน
ครั้งนี้มีการเตรียมพร้อม มีการเรียกประชุมร่วมกับผู้นำชุมชน มีแผนอพยพที่ชัดเจน เรามีจำนวนตัวเลขจำนวนของผู้อพยพ มีชื่อ ที่อยู่ เราก็สารถจัดแจงให้เขาไปศูนย์พักพิงอย่างเป็นระบบ หมู่ไหนอยู่ศูนย์อพยพไหน บริเวณไหน ซึ่งมีความชัดเจนกว่า และครั้งนี้เราไม่ต้องอพยพซ้ำจากศูนย์อพยพเดิม เราไปศูนย์ที่มีที่ตั้งในเมืองสุรินทร์ได้เลย
ว่าที่ร้อยตรี สิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
ชี้ให้เห็นบทเรียนการอพยพและรับมือกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากการถอดบทเรียนการทำงานในพื้นที่ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกันกับอีก 2 อปท. ที่มีการจัดการแผนการทำงานในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวยังคงดำเนินไปภายใต้แรงกดดันมหาศาล และสำหรับบางพื้นที่อย่างเทศบาลตำบลกาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ นี่คือการอพยพกลุ่มเปราะบางเป็นครั้งที่ 4 แล้ว สะท้อนถึงภาระที่สะสมและต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่แนวหน้า การเปรียบเทียบระหว่างการอพยพสองครั้งล่าสุดเผยให้เห็นถึงพัฒนาการที่สำคัญในการจัดการภาวะวิกฤตระดับท้องถิ่น
บุษราภรณ์ ทวีเกิด รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกาบเชิง กล่าวว่า ตอนนี้ทางเทศบาลตำบลกาบเชิงดูแลพี่น้องประชาชนประมาณ 3,600 กว่าคน มีศูนย์อพยพทั้งหมด 3 ศูนย์ กลไกสำคัญคือการทำงานประสานกับหน่วยงานในพื้นที่โดยเฉพาะการอพยพกลุ่มเปราะบางในชุมชนออกไปก่อน ซึ่งมีการทำการอพยพไปแล้ว 4 รอบ เคลื่อนย้ายทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนพิกาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่หากเกิดเหตุจะอพยพลำบาก เราจึงดำเนินการก่อนเมื่อได้รับแจ้ง
ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ การถอดบทเรียนและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ อย่างสม่ำเสมอ การกำหนดศูนย์พักพิงที่ชัดเจนและที่สำคัญที่สุดคือ ความพร้อมของประชาชน ที่เรียนรู้จากประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีตและเปลี่ยนมันเป็นความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือ แม้การอพยพจะดำเนินไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อประชาชนหลายหมื่นชีวิตต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันในศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนปัญหาและความเปราะบางหลายอย่าง



อปท.ชายแดนกับความท้าทายบริหารจัดการศูนย์พักพิง
ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ใน 4 จังหวัดภาคอีสาน คือ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ มีจำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราว 307 แห่ง รองรับประชาชนที่อพยพได้กว่า 359,000 คน ศูนย์พักพิงชั่วคราว สถานที่ที่เป็นมากกว่าจุดหลบภัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนแรงกดดันและความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงความเปราะบางทางอารมณ์และสังคม คนเยอะ อากาศร้อน ความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ตกเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องจัดการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นข้อ ๆ เพื่อสะท้อนความท้าทายให้ชัดเจนขึ้น
ข้อแรก การจัดการอาหารและน้ำดื่ม ในหลักเกณฑ์ของจังหวัดสุรินทร์กำหนดให้ อปท. ต้นทาง (พื้นที่อพยพ) เป็นผู้รับผิดชอบด้านอาหารในช่วง 3 วันแรก ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเชิงนโยบายที่สำคัญ เพราะ อปท. ต้นทางคือหน่วยงานที่อยู่ในภาวะวิกฤตและมีความพร้อมน้อยที่สุดในการจัดหาวัตถุดิบและปรุงอาหารสำหรับคนหลายพันคน นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างหนักเนื่องจากสภาพอากาศร้อน ประกอบกับปริมาณสิ่งของบริจาคในครั้งนี้มีจำนวนลดน้อยลงกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ข้อต่อมา การดูแลกลุ่มเปราะบางและสาธารณสุข เกิดความซับซ้อนในการจัดการเพิ่มขึ้น เมื่อต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ กรณีศึกษาที่เทศบาลตำบลกาบเชิง ยังมีการตรวจพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และโรคอีสุกอีใส ในศูนย์พักพิง ทำให้ต้องตัดสินใจเปิดศูนย์พักพิงแห่งที่สี่ขึ้นมาใหม่เพื่อแยกผู้ป่วยและควบคุมการระบาดโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายด้านสาธารณสุขในสภาวะที่มีผู้คนอยู่รวมกันอย่างแออัด
ความมั่นคงในทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ในชุมชน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพมายังพื้นที่ปลอดภัย ภารกิจที่ต้องอาศัยความเสียสละอย่างสูงตกอยู่กับกลุ่มผู้นำชุมชนและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ในพื้นที่แนวหลัง พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังป้องกันการลักขโมยทรัพย์สิน แต่ยังต้องปฏิบัติภารกิจในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านไม่สามารถนำมาด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย สุนัข และแมว ซึ่งเปลี่ยนหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กลายเป็นการดูแลทุกชีวิตในชุมชนภายใต้ห่ากระสุนปืนเล็ก ใหญ่ ที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะตกใส่ตัวเอง ความเสี่ยงนี้ใครจะช่วยแบกรับ

“งบประมาณ-ระเบียบการเงิน” เสียงสะท้อนถึงข้อจำกัด (อาจ) กระทบศักยภาพแนวหน้า
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในระดับท้องถิ่น คือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบการเบิกจ่าย ที่ไม่เอื้อต่อการทำงานในภาวะวิกฤติ ซึ่งมีความไม่ลงตัวและขัดกันในแนวทางการปฏิบัติด้านความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิบัติการเพื่อช่วยชีวิตกับการปฏิบัติตามระเบียบราชการที่เคร่งครัด ทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้าและผลักให้ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญความเสี่ยงจากการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในภายหลัง ซึ่งกลไกการจัดสรรงบฉุกเฉินในปัจจุบันได้สร้างความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ทำให้ อปท. ซึ่งเป็นผู้เผชิญเหตุกลุ่มแรกเสียเปรียบอย่างเป็นระบบ หากเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ คือ กลไกสำหรับส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อำเภอ เหล่านี้ต่างได้รับการจัดสรรเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นเงินที่สามารถเติมคืนกลับมาได้เมื่อมีการจ่ายไป แต่มองไปที่กลไกสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องควักกระเป๋าเงินออม หรือที่เรียกกันว่า เงินสะสมของแต่ละท้องถิ่น ที่มีการเก็บสะสมไว้เพื่อใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นนนั้น ๆ เมื่อเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมานั้นเดิมทีก็น้อยมากอยู่แล้ว เมื่อมีการนำเงินสะสมออกไปใช้ในสภาวะที่เรียกว่าภัยพิบัติส่วนนี้จะไม่มีเงินเข้ามาเติมคืนให้จากรัฐบาลกลาง ใช้แล้วหมดเลย เป็นภาพสะท้อนภาระทางการคลังอย่างมากและยังเป็นการบั่นทอนศักยภาพในการพัฒนาของท้องถิ่นในระยะยาวด้วย
ข้อจำกัดในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงิน ปี 2566 ซึ่งทำหน้าที่เสมือนคอขวดเชิงกระบวนการที่สร้างช่องว่างอันตรายระหว่างความต้องการฉุกเฉินกับการดำเนินการที่ได้รับอนุญาต ปัญหาหลักคือระเบียบดังกล่าวทำให้ท้องถิ่น ไม่สามารถยืมเงินสะสมมาใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินได้โดยง่าย และต้องผ่านกระบวนการ ขอยกเว้นระเบียบจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการล่วงหน้า ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาและไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤตที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว สิ่งนี้บีบให้ผู้ปฏิบัติงานต้องตัดสินใจบนความเสี่ยงภายใต้หลักการ “ยืมก่อน ขอทีหลัง” และอาจต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวหากถูกตรวจสอบในภายหลัง ความท้าทายที่แท้จริงของ อปท. จึงไม่ใช่แค่การจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติเฉพาะหน้า แต่คือการต่อสู้กับข้อจำกัดเชิงระบบที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพในการดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่และทันท่วงที แม้ชุมชนจะมีความเข้มแข็งและพร้อมปรับตัวเพียงใด แต่ประสิทธิภาพในการรับมือกับวิกฤตกลับถูกจำกัดด้วยระบบที่ล้าสมัย นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของท้องถิ่น แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างในระดับประเทศที่ต้องการการทบทวนและปรับปรุงนโยบายอย่างเร่งด่วนเพื่อปลดล็อกศักยภาพของคนทำงานอย่างแท้จริง

