พิธีขึ้นบ้านใหม่เป็นพิธีสำคัญของสังคมอีสานที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่สมัยที่การสร้างบ้านอาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้าน “เฮือน” หรือบ้านของชาวอีสานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องของรูปแบบการสร้างและความเชื่อ อีสานมักสร้างบ้านให้ใต้ถุนยกสูง ด้วยเหตุผลทางภูมิประเทศและวิถีชีวิต เนื่องจากอีสานอยู่ในพื้นที่สูงและมีสัตว์ร้ายชุกชุม การยกบ้านให้สูงจึงช่วยป้องกันได้ ในฤดูร้อนใต้ถุนบ้านก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่ในการทำงานบ้านต่าง ๆ เป็นคอกสัตว์เลี้ยงและที่เก็บของ รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและพบปะเพื่อนบ้าน การยกพื้นบ้านให้สูงยังช่วยป้องกันน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในบางพื้นที่ รูปแบบการสร้างบ้านและวิถีปฏิบัติเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของชุมชนอีสานที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
แม้ปัจจุบันการสร้างบ้านในสังคมอีสานมีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย แต่ความเชื่อเกี่ยวกับการประกอบพิธีก่อนเข้าอยู่อาศัยยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง พิธีขึ้นบ้านใหม่ถูกมองว่าเป็นพิธีที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากเชื่อว่าพิธีกรรมเหล่านี้จะนำความเป็นสิริมงคล ความมั่นคง และความอยู่เย็นเป็นสุขมาสู่ผู้อยู่อาศัยและครอบครัว
พิธีขึ้นบ้านใหม่ ความเชื่อและกุศโลบายที่ซ่อนในพิธีกรรม
ขึ้นบ้านใหม่ พิธีกรรมทางสังคมที่สะท้อนเรื่องราวความผูกพัน รู้สึกยินดีร่วมกับเพื่อนบ้านของคนอีสานซึ่งเป็นสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อ เอาใจใส่ เป็นญาติพี่น้องกันทั้งหมู่บ้าน และตัวละครหลักที่จะพาเราไปรู้จักและเข้าใจเรื่องราวของกุศโลบายที่ซ่อนอยู่ในพิธีกรรมมากยิ่งขึ้น และร่วมสืบสาน ต่อยอดพิธีกรรมโบราณไว้ คือ ผู้นำจิตวิญญาณ หรือ ที่ชาวบ้านเรียกขานกันในนาม พ่อพราหมณ์ ผู้นำทางพิธีกรรมสำคัญที่ถือเป็นผู้ใหญ่ในชุมชนที่ชาวบ้านเคารพนับถือ

จั้น สมนาม ผู้นำทางพิธีกรรม หรือ พ่อพราหมณ์จั้น ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำทางพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี ในหมู่บ้านโต่งโต้น ต.โนนสะอาด อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู พ่อพราหมณ์จั้น เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ ครูพักลักจำ คอยทำหน้าที่ผู้นำทางจิตวิญาณ นำสวดคาถา หรือ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ผี ผสมผสานกับความเชื่อและพิธีกรรมแบบชาวพุทธ พราหมณ์จั้น เล่าว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะรับหน้าที่นี้ในตอนแรก แต่ด้วยขณะนั้นหมู่บ้านไม่มีคนทำหน้าที่เป็นผู้นำพิธีกรรมต่าง ๆ คนในชุมชนจึงชวนให้ลองทำ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำหน้าที่นี้มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
“ตาเป็นพราหมณ์มาประมาณสามสิบห้าปี เขาใช้ให้เฮ็ด กะเลยได้เป็นมาจนฮอดซุมื้อนี้”
จั้น สมนาม ผู้นำทางพิธีกรรม
พ่อพราหมณ์จั้น ศึกษาสืบทอดวิชามาจาก นายจานแดง ศรีเพ็ง ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ศึกษาจากใบลานที่เป็นภาษาบาลี และเป็นที่นับถือในพื้นที่ ทั้งการทำพิธีสู่ขวัญ การขึ้นบ้านใหม่ การสะเดาะเคราะห์ พิธีต่าง ๆ ของอีสาน ตลอดจนการจัดเตรียมข้าวของเครื่องประกอบในพิธี
ขึ้นบ้านใหม่ ให้อยู่สุ่ม กินเย็น ด้วยการกำหนดฤกษ์งามยามดี
สำหรับชุมชนอีสาน ในพิธีขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการกำหนดฤกษ์งามยามดี หรือเลือกวันที่จะทำพิธี เพราะเชื่อว่า การทำพิธีในวันที่ดีจะเป็นตัวหนุนเสริมให้บ้านหลังนี้อยู่แล้วดี สบาย ร่ำรวย ไม่มีปัญหาใด ๆ โดยเจ้าของบ้านจะต้องไปปรึกษาพ่อพราหมณ์ เพื่อเลือกวันที่เป็นมงคล จากนั้นจึงเตรียมเครื่องประกอบพิธีและเชิญญาติพี่น้อง
ในวันพิธีจะมีการเตรียมเครื่องเรือนและของมงคลที่จะมาค้ำคูณ จากนั้นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน หรือ ที่เจ้าของบ้านเคารพนับถือ จะนำขบวนแห่พร้อมเครื่องพิธีเดินรอบตัวบ้าน 3 รอบ ต่อจากนั้นก่อนเข้าในตัวบ้านจะมีพิธีถาม-ตอบ ตามคติความเชื่อที่เชิญ “ตามั่น คำทอง” มาค้ำคูณบ้าน

ความเชื่อและกุศโลบาย เรื่อง ตามั่น คำทอง
คติความเชื่อเรื่องการให้ “ตามั่น คำทอง” มาค้ำคูณในพิธีขึ้นบ้านใหม่ โดยการ “ค้ำคูณ” หมายถึง การนำสิ่งของที่เป็นมงคลมามอบให้เจ้าของบ้าน เพื่อเสริมความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงในชีวิต สิ่งของที่ใช้ในพิธีล้วนเป็นข้าวของเครื่องใช้และอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ที่นอน หมอน ผ้าห่ม แห ข้าวสาร เกลือ น้ำเปล่า และปลาร้า ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่าบ้านที่มีสิ่งของเครื่องใช้และอาหารที่ครบครันจะนำ ไปสู่ชีวิตที่ไม่ขัดสน อยู่ดีกินดีและมีความมั่นคง
ตามคติความเชื่อ ชาวอีสานจะสมมุติให้ “ตามั่น คำทอง” เป็นผู้ที่เดินทางมาจากเมืองที่มีความเจริญมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง การเชิญตามั่น คำทอง มาค้ำคูณบ้านใหม่ หรือการมาค้ำจุนและเพิ่มพูนความเจริญให้กับเจ้าของบ้านในวันที่ฤกษ์งามยามดี เปรียบเสมือนการเชิญความมั่งมีศรีสุข ข้าวปลาอาหาร คาว หวาน และความมั่งคั่ง ในทรัพย์สินให้เข้ามาอยู่กับเจ้าของบ้าน
นอกจากนี้ในทุก ๆ ขั้นตอนของการประกอบพิธีกรรม ยังมีการแฝงความหมาย กุศโลบายไว้ในทุก ๆ ขั้นตอน เช่น ถุงใส่แหและถุงใส่ดางหรือถุงใส่ตาข่ายดักปลา ที่ใช้ แทนความอุดมสมบูรณ์ของข้าวของเครื่องใช้และอาหาร ส่วนค้อนกับตะปู จะสื่อถึงความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของเจ้าของบ้าน นอกจากนั้นยังมี ขันธ์ห้าและพระพุทธรูป แทนความสงบร่มเย็นในการดำเนินชีวิต อาหารคาว หวาน แทนความไม่ขัดสนด้านการกิน และที่ขาดไม่ได้คือ หาบเงินหาบทอง ที่สื่อความหมายด้านความมั่งคั่งในทรัพย์สินเงินทอง
หลังจากเสร็จพิธีถามตอบผู้มาเยือนจะล้างเท้าและก้าวขึ้นบ้านโดยพ่อพราหมณ์จะอวยพรตามขั้นบันได ซึ่งแต่ละขั้นก็จะแตกต่างกันไป เป็นการอวยพรให้เจ้าของบ้านมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ครอบครัว ลูกน้องบริวาร สุขภาพ ความปลอดภัย และเกียรติยศ ซึ่งพ่อพราหมณ์จะอวยพรตั้งแต่ก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้ายของบ้าน จากนั้นจึงนำสิ่วไปตอกเสาขวัญและห้อยถุงมงคล และขั้นตอนสุดท้ายคือการสมมุติการนอนและการแก้ความฝัน พร้อมคำอวยพรให้เจ้าของบ้านก่อนเสร็จพิธี

สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 2 เรื่อง พิธีขึ้นเฮือนใหม่ ของสุวิทย์ จิระมณี (2542) ได้ระบุไว้ว่า พิธีขึ้นบ้านใหม่จะเริ่มโดยผู้เฒ่าใส่หมวก สะพายถุงที่มีของมงคลคือ สิ่ว ค้อน เขานอ งา และแก้วแหวนเงินทอง นำขบวนลูกหาบเดินรอบบ้าน 3 รอบ แล้วหยุดที่บันได จากนั้นเจ้าของบ้านก็จะทักทายถามไถ่ฝ่ายที่มาเยือน ซึ่งพระอริยานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม ได้รวบรวมคำไถ่ถามไว้ดังนี้
ถาม: เฮ้ย พวกนี้หาบกระดอนคอนกะต่า ขนสิ่งของ มาแต่ไสนอ
ตอบ: โอย พวกข้าน้อยมาแต่เมืองมั่นคำพอง บางตำราว่ามาจาก
เมืองมั่นคำทอง (เมืองนี้เป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์)
โอ ได้ยินว่าลูกหลานปลูกเฮือนใหม่ใส่หญ้าเต็ม
ว่าซิมาค้ำมาคูณ ให้อยู่ซุ่ม กินเย็น
ให้อยู่ดีมีแฮง ความเจ็บบ่ให้ได้ ความไข้บ่ให้มี
บ่ให้อึดให้อยาก บ่ให้ขาดบ่ให้เขิน
ทุกอันทุกแนวแล้ว จึงได้พากันมาดอก
ถาม: เออ คันซิมาค้ำมาคูณ อยู่ดีมีแฮง ให้อยู่ซุ่มกินเย็น
ความเจ็บบ่ได้ ความไข้บ่มีก็ดีแล้ว
เพิ่นได้หยังมานอ (ผู้ถามเริ่มพูดเสียงอ่อนลง)
ตอบ: ได้มาพร้อมทุกอันทุกแนวหั้นแล้ว
ถาม: กุบส่องฟ้า ผ้าส่องดาว ได้มาพร้อมบ่นอ
ตอบ: ได้มา
ถาม: ข้อยข้าหญิงชายได้มาพร้อมบ่นอ
ตอบ: เออ ได้มา คือว่า ข้อยหญิง ข้อยชาย ผ้าผ่อน ท่อนสไบ
เข้า (ข้าว) น้ำ ซ้ามปลา มีดพร้า
แหลน หลาว แก้ว แหวน เงิน คำ ได้มาพร้อมเหมิดทุกอัน
ถาม: ช้าง ม้า วัว ควาย ได้มาบ่
ตอบ: ได้มา
ถาม: ของอยู่ของกิน เป็นเนื้อเถิกเอิกลายได้มานำบ่
ตอบ: ได้มา
ถาม: แหลูกทอง มองลูกกั่ว ได้มาบ่ตอบ ได้มา
หลังสนทนาเสร็จสิ้น ผู้ที่มาเยือนก็จะเหยียบก้อนหินล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน เมื่อขึ้นไปบนบ้านแล้ว ผู้มาเยือนก็จะนำสิ่งของไปวางไว้ที่ห้องกลาง ส่วนผู้เฒ่าจะนำสิ่วมาตอกเสาขวัญและห้อยถุงมงคลไว้เพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ซึ่งคำตอกสิ่วตามสำนวนของพระมหาปรีชา ปริญญาโน กล่าวไว้ดังนี้
ตอกบาดหนึ่ง ให้ได้ฆ้องเก้ากำ
ตอกบาดสอง ให้ได้คำเก้าหมื่น (บาด-ครั้ง)
ตอกบาดสาม ให้ได้เล้าเข้าหมื่นมาเยีย
ตอกบาดสี่ ให้ได้เมียมานอนพ่างข้าง
ตอกบาดห้า ให้ได้ช้างใหญ่มาโฮง
ตอกบาดหก ให้ได้ชายโถงมานอนเฝ้าเล้า (ชายโถง-ชายโสด)
ตอกบาดเจ็ด ให้ได้ผู้เฒ่ามานอนเฝ้าเฮือน
โอม อุ อะมุมะมูนมามหามุนมัง ๆ
คำผญาตอกสิ่วข้างต้น ปรากฏในบันทึกจากคัมภีร์ใบลานของพ่อพรามหณ์จั้น ซึ่งสะท้อนคติความเชื่อและความหมายที่แฝงอยู่ในคำอวยพรขณะตอกสิ่ว โดยเริ่มจาก ตอกบาดหนึ่ง “ให้ได้ฆ้องเก้ากำ” เป็นการอวยพรให้เจ้าของบ้านมีเงินทองใช้จ่ายไม่ขัดสน ชื่อเสียงก้องกังวานดั่งเสียงฆ้อง ต่อด้วย ตอกบาดสอง “ให้ได้คำเก้าหมื่น” ซึ่งคำว่า “คำ” หมายถึงทองคำ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในทรัพย์สิน คำอวยพรจึงสื่อถึงความปรารถนาให้เจ้าของบ้านร่ำรวยเงินทอง เช่น ในการตอกบาดสามอวยพรว่า “ให้ได้เล้าเข้าหมื่นมาเยีย” สะท้อนถึงอดีตที่ให้ความสำคัญต่ออาหารการกิน ไม่ให้คนในบ้านอดอยาก มีข้าวกินตลอดทั้งปี ขณะที่ ตอกบาดสี่ “ให้ได้เมียมานอนพ่างข้าง” เป็นการอวยพรด้านชีวิตคู่และครอบครัว แฝงแนวคิดว่าบ้านจะสมบูรณ์จะต้องมีผู้อาศัยร่วมกัน ส่วน ตอกบาดห้า “ให้ได้ช้างใหญ่มาโฮง” เป็นการอวยพรให้มีช้าง ม้า วัว ควาย เป็นจำนวนมาก ซึ่งสัตว์เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับชาวอีสานในอดีต และเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ตอกบาดหก “ให้ได้ชายโถงมานอนเฝ้าเล้า” หมายถึงการมีคู่ครองที่จะคอยดูแลทรัพย์สินและบ้านเรือน และตอกบาดสุดท้าย คือ ตอกบาดเจ็ด “ให้ได้ผู้เฒ่ามานอนเฝ้าเฮือน” แสดงถึงการมีผู้เฒ่าหรือผู้สูงอายุอยู่ในบ้านเปรียบเสมือนพระในบ้าน ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิปัญญา ประสบการณ์ และคุณธรรม อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน
เมื่อตอกสิ่วเสร็จแล้วจึงเอาถุงห้อย จากนั้นปูที่นอนและสมมุติการนอนเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยต้องอาบน้ำ แต่งตัว ห่มผ้าคลุมหัวและเท้า เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน 3 ครั้ง เป็นสัญญาณว่ารุ่งเช้าแล้วให้ลุกขึ้นมาแก้ความฝัน
“คืนนี้ฝันหลดฝันหลาด ฝันว่าเพิ่นนี้จูงแขนเข้าพาขวัญเกาะก่าย ฝันว่าเพิ่นนี้จับไข่ป้อนปันให้แก่เฮา เหมิดกระบวนแล้ว คนเมือเกลี้ยงอ่อยห่อย ฝันว่าน้องพี่จับจ่องนิ้ว เอาอ้ายเข้าบ่อนนอน”
เมื่อแก้ความฝันแล้ว เจ้าของบ้านก็ให้พรว่า “นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แปนมือมาให้เจ้าได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่ามาพาน ฝูงมารอย่าได้มาข้องฝูงพี่น้องมิตรหมู่สหาย โอม สหมฯ” ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีขึ้นบ้านใหม่

วันไหนวันดี วันดิถีในการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ในคติอีสาน
พ่อพราหมณ์ได้กล่าวถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของพิธีขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทุกขั้นตอนมีความสำคัญและไม่ควรถูกละเลย หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือการกำหนดฤกษ์งามยามดี ก่อนจะเริ่มพิธีขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้านจะต้องหาฤกษ์ก่อนถึงจะทำพิธีได้ และมักจะมาปรึกษาพ่อพราหมณ์ ซึ่งพ่อพราหมณ์จั้นใช้หลักการโบราณของอีสานในการกำหนดวันทำพิธี โดยพ่อพราหมณ์กล่าวว่า
“มื้อดีคือมื้อฟู มื้อบ่ดีคือมื้อจม พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เป็นวันดี”
พ่อพราหมณ์จั้นขยายความว่า “วันฟู” เป็นวันที่เชื่อว่างานจะเจริญรุ่งเรือง นำไปสู่ความก้าวหน้า เป็นวันที่เฟื่องฟู ส่วน “วันจม” เป็นวันที่เชื่อว่าไม่เป็นมงคล จะนำไปสู่ความล่มจม การดูวันจมวันฟูให้ยึดวันในสัปดาห์และเดือนเป็นหลัก และวันที่ในปฏิทินไม่ใช่เกณฑ์ในการกำหนดวันดีหรือวันไม่ดี
พิธีขึ้นบ้านใหม่จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและวัฒนธรรมอีสานที่เชื่อมผู้คนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านคำบอกเล่าของพ่อพราหมณ์จั้น ผู้ประกอบพิธีมายาวนาน ทำให้เห็นว่าแม้แต่ละขั้นตอนของการประกอบพิธีจะดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงไปด้วยความหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ และแม้ปัจจุบันโลกจะพัฒนาไปเพียงใด พ่อพราหมณ์จั้นก็ยังคงยึดถือการประกอบพิธีอีสานแบบดั้งเดิม ไม่ได้ปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย เพราะพิธีกรรมเหล่านี้ยังคงมอบความสบายใจและเป็นความเชื่อของผู้คนในชุมชนอีสานสืบต่อไป
เรื่อง ศาสนีย์ บุญมาตุ้ม
อ้างอิงข้อมูล
ชุมชนบ้านห้วยหีบ. พิธีขึ้นบ้านใหม่. ชุมชนบ้านห้วยหีบ.
ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร. (2566). เรือนไทยภาคอีสาน. ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร.