กิจกรรมค่ายเด็กโรคหัวใจ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว คำตอกย้ำหัวใจคนเป็นแม่ ในวันที่ต้องทุ่มเททุกอย่างให้กับการดูแลลูกที่ป่วยโรคหัวใจเด็ก

เรื่อง รัตนาภรณ์ น้อยวงศ์  Internship

ซาวอีสานขอนำเสนอเรื่องราวแห่งความประทับใจ ของสองครอบครัวที่มีเด็กป่วยด้วยโรคหัวใจ แม้ต้นทุนชีวิตสองครอบครัวจะแตกต่างกัน แต่มีพลังแห่งรักที่เปี่ยมล้นเหมือนกัน ทีมงานได้มีโอกาสได้ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ “ค่ายเด็กโรคหัวใจ” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่โรงพยาบาลศรีสนครินทร์ เพื่อเสริมพลังใจพร้อมกับให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจและผู้ดูแล รวมถึงได้มีการแบ่งปันประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และสองครอบครัวคนต้นเรื่องก็ได้เข้าร่วมค่ายครั้งนี้ คือครอบครัวน้องนะคะ และน้องน้ำอิง มาฟังเรื่องราวครอบครัวที่มีหัวใจแข็งแกร่ง ต่อสู้เพื่อลูกของพวกเขา ที่เผชิญโรคร้ายอย่างไม่มีมีคำว่ายอมแพ้

เมื่อโรคหัวใจไม่เลือกจังหวะชีวิต

หลังจากเผชิญกับอาการไข้ น้องนะคะก็หัวใจล้มเหลว ตอนนั้นอายุ 12 ปี คำบอกเล่าถึงความร้ายแรงของโรค ที่เกือบจะพรากลูกไปจาก เมธาวี กาแก้ว แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 47 ปี ภายหลังจากสามีเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ไม่นานนัก ลูกสาวสุดที่รักของเธอก็ต้องเผชิญกับโรคหัวใจไข้รูมาติก

ย้อนกลับไปยังอาการแรกเริ่ม คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวรายนี้ เล่าว่า วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ น้องนะคะตื่นสาย ตัวร้อน ทานยาก็ไม่หาย วันอังคารมีอาการปวดตามข้อต่อทั้งข้อเข่าและข้อเท้า ในระยะเวลา 3 วันที่ไปพบแพทย์ น้องนะคะไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น เธอจึงขอพบอาจารย์แพทย์ และได้ตรวจละเอียดอีกครั้งจนทราบว่า น้องนะคะหัวใจเริ่มล้มเหลว

วันที่ Admit โรงพยาบาลวันนั้น ได้ทราบว่าน้องเป็นโรคหัวใจไข้รูมาติก เธอยอมรับว่าตอนที่ทราบครั้งแรก เธอรับทุกอย่างแทบไม่ไหว เพราะสภาพจิตใจของครอบครัวยังไม่สู้ดีนัก เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการสูญเสียของคุณพ่อน้องนะคะไปไม่นาน  เธอบอกว่า ไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว

นอกจากครอบครัวของน้องนะคะแล้ว ยังมีเรื่องราวของเด็กหญิงหัวใจแกร่งอีกคน คือ น้องน้ำอิง ที่มีอายุเพียง 9 ขวบ จากครอบครัวข้าราชการครูชาวขอนแก่น สายยัณ ภูกองนาค ผู้เป็นพ่อวัย 45 ปี และ มารศรี เลพล ผู้เป็นแม่วัย 47 ปี พวกเขาต่างต่อสู้เพื่อที่จะรักษาน้องน้ำอิงให้ได้

หลังจากที่น้องน้ำอิงเกิดมาจนอายุ 3 ขวบ พ่อแม่ของน้องน้ำอิง ได้พาเธอไปคลินิกเด็กเพื่อฉีดวัคซีน สายยัณ เล่าว่า คุณหมอได้ฟังเสียงหัวใจแล้วพบว่าจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ จึงได้แนะนำให้ไปตรวจที่ศูนย์หัวใจ ต่อมาได้พาลูกสาวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อตรวจอย่างละเอียด พบว่าน้องมีภาวะหัวใจรั่ว

ภาวะหัวใจรั่วที่คุณพ่อได้กล่าวถึง แพทย์ได้อธิบายว่า คือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว (Septal Defect) ปัญหาของโรคนี้คือ แม้ว่าน้องน้ำอิงไม่มีอาการตัวเขียว สามารถทานอาหารได้อย่างปกติ ผ่านมา 3 ปี หลังตรวจพบ เธอยังสามารถวิ่งเล่น ไปโรงเรียน ทำกิจกรรมได้เหมือนเด็กทั่วไป แต่หากเมื่อโตขึ้น เส้นเลือดและผนังหัวใจที่มีปัญหารูรั่วนี้ จะส่งผลให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ

กลัวว่าจะตรวจเจอว่ารุนแรงหรืออันตรายมาก สายยัณ บอกกับทีมงาน เพราะเธอ คือ ลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ในความกังวลทุกคนก็ทำความเข้าใจสถานการณ์ ยอมรับ พร้อมที่เดินหน้าเข้ารับการรักษา และรอเวลาเพื่อที่จะได้ผ่าตัดรักษาตามกระบวนการ

ค่ายเด็กโรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เส้นทางในการรักษาที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ

แม้ว่าเด็กทั้งสองคนจะต้องเผชิญกับโรคหัวใจในวัยเพียงไม่กี่ขวบ แต่พลังใจและความแข็งแกร่งจากครอบครัว ทำให้พวกเขาเข้มแข็ง ต้องสู้กับโรคร้ายไปพร้อมกัน แม่น้องนะคะ เดิมทีเธอประกอบอาชีพรับจ้างแกะลูกตาล ขายผลไม้ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับค่าแรง 150-200 บาทต่อวัน หลังจากตรวจพบว่าลูกสาวเป็นโรคหัวใจไข้มารูมาติก น้องนะคะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ในจังหวัดขอนแก่น เป็นจุดเปลี่ยนให้มาทำงานที่ร้านซักผ้าในตัวเมืองร้อยเอ็ด และทำงานจนถึงปัจจุบัน

เธอทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ เพื่อได้เงินค่าล่วงเวลาเพิ่ม เธอนำเงินไว้ใช้เป็นค่าเดินทางจากร้อยเอ็ดไปยังขอนแก่น ซึ่งการเดินทางจากร้อยเอ็ด ไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่นนั้นลำบาก บางครั้งนั่งรถสาธารณะ บางครั้งเร่งด่วนต้องจ้างเหมารถยนตร์ไป บางทีจำเป็นต้องขับมอเตอร์ไซค์ข้ามจังหวัด เพื่อพาน้องนะคะเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เก็บเงินเป็นค่าเช่าที่พักรายวันระหว่างรักษา นั่นคือต้นทุนที่เธอต้องแบกรับ “น้องนะคะต้องฉีดยาทุก ๆ 4 สัปดาห์ ซึ่งจากการประเมินการรักษา น้องต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 21 ปี หรืออาจถึง 40 ปี” แม่น้องนะคะเล่าถึงการรักษาโรคที่ต้องใช้เวลา ปัญหาที่ซ้อนทับกัน นอกเหนือจากต้นทุนการรักษาน้องนะคะ คุณแม่ยังต้องหยุดเข้ารับการรักษาโรคเบาหวานที่ตัวเองเผชิญ เพื่อทุ่มเทเงินและเวลาให้กับการรักษาโรคหัวใจไข้รูมาติกของผู้เป็นลูกได้อย่างเต็มที่

ด้านครอบครัวของน้องน้ำอิง การเดินทางเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์นั้นไม่ต่างกันนัก เพราะแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในจังหวัดขอนแก่น แต่อาศัยอยู่ที่อำเภอกระนวน ซึ่งห่างออกไปกว่า 60 กิโลเมตร

ต้องเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด 04:00-05:00 น. เพื่อไปรอรับคิวที่โรงพยาบาล  ถ้าในวันที่ต้องตรวจดูขนาดหัวใจหรืออัลตราซาวด์หัวใจ การตรวจรักษามักจะเสร็จช่วงเย็นเวลา 15:00 น. คุณพ่อน้องน้ำอิงเล่าถึงการเดินทางมารักษาแต่ละครั้งต้องหยุดงานทั้งหมด ครอบครัวของเธอใช้เวลาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่การเดินทางจนจบกระบวนการรักษา น้องน้ำอิงต้องเดินทางมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ตอนที่เธอมีอายุเพียง 3-4 ขวบ “น้องน้ำอิงต้องมาหาหมอ ทุก ๆ 3 เดือน บ้างทีมีการเปลี่ยนแปลงเป็น 1 หรือ 2 เดือน และ 6 เดือน ตามพิจารณาของหมอและภาวะแทรกซ้อน” คุณพ่อเล่าเสริม

คุณพ่อและคุณแม่น้องน้ำอิง ทั้งคู่รับราชการครู ซึ่งการเดินทางเพื่อพาน้องน้ำอิงมารักษาใช้วิธีการผลัดกันลางาน ท่ามกลางความกังวลเรื่องสุขภาพของน้องน้ำอิง แต่ก็พอมีข่าวดีที่ได้รับ เมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา แพทย์ได้ทำการตรวจหัวใจน้องน้ำอิง เพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการผ่าตัด และได้มีการกำหนดคิวสำหรับการเข้ารับการผ่าตัดในในปี 2569 นี้

“น้องน้ำอิงใจสู้ ไม่กลัวเข็ม ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวการฉีดยาและการเจาะเลือด น้องอยากหายและพร้อมสำหรับการาผ่าตัดที่จะเกิดขึ้น” คุณพ่อเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ค่ายเด็กโรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รักที่ยิ่งใหญ่กับหัวใจนักสู้ ที่โรคภัยไม่สามารถทำลาย

น้องนะคะและน้องน้ำอิง ได้เข้ารับการรักษาโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า “สิทธิบัตรทอง” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ครอบคลุมการรักษาโรคทั่วไป รวมถึงโรคหัวใจด้วย แม้ว่าในส่วนของการรักษาพยาบาลจะมีสิทธิที่ทางรัฐฯ  ได้มอบให้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนชีวิตของแต่ละครอบครัวต่างกัน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องที่เกิดขึ้น ทำให้การจะเข้ามารับการรักษานั้นไม่ได้ง่ายเลย

แม้จะต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงใด ด้วยความรักในที่มอบให้ลูกของทั้งสองครอบครัว ทำให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลไม่มีใครย่อท้อต่อโรคที่เผชิญ เป็นแรงผลักดันให้แก่กัน เรื่องราวของเด็กหญิงทั้งสอง ทำให้ผู้เขียนมองเห็นว่า แม้ต้นทุนชีวิตจะแตกต่าง หากในระหว่างทางเราไม่ยอมแพ้ เราจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีความหวังเสมอในทุกวัน

คุณแม่ของน้องนะคะได้ทิ้งท้ายเพื่อฝากกำลังใจให้กับครอบครัวที่ต้องต่อสู้โรคหัวใจเอาไว้ว่า “เข้าใจทุกครอบครัวค่ะ เพราะการดูแลผู้ป่วยเหนื่อยทั้งกายใจ ไม่ว่ายังไงเราต้องเข้มแข็ง ทำให้ลูกเห็น ให้เขาสู้ต่อไปในทุกวัน”

ทีมซาวอีสานได้คุยกับคุณหมอที่จัดค่ายนี้ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังมีผู้ป่วยที่ต้นทุนน้อยและอาจส่งผลให้ขาดโอกาสในการรักษาโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมฝันและโอกาสให้กับพวกเขา มีช่องทางบริจาคเงินสมทบเพื่อช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ป่วยเหล่านี้ได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี  551-3-02668-4 เงินรายได้ (คณะแพทยศาสตร์) สามารถแจ้งสลิปการโอนเงินผ่านทาง Line ID : swmd12kku ลดหย่อนภาษีได้

สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

งานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์

เบอร์โทรศัพท์ : 043-363517, 043-363329, 043-363850