Decoding High-Value Agriculture in Thung Kula

ถอดรหัส ‘ปลูกผักแก้จน’ เมื่อน้ำตาแห่งความตื้นตัน กลายเป็นต้นทุนบทใหม่ของเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้

เรื่องและภาพ: พลรวัฒน์ ดวงเข็ม

การปลูกผักแก้จน อาจเป็นคำที่หลายคนตั้งคำถามว่า “จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านได้จริงหรือ?” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนครุ่นคิดตลอดการเดินทางมุ่งหน้าสู่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อเจาะลึกข้อมูลในพื้นที่จริงที่ได้รับการบอกเล่าถึงความน่าสนใจ ว่าที่นี่ชาวบ้านสามารถเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นแปลงปลูกผักขนาดใหญ่ และสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน

“เขาจะหลอกให้เราขุดแปลงเหนื่อยฟรีหรือเปล่า?” นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่สะท้อน “แผลเป็น” ในใจเกษตรกร เมื่อโครงการภาครัฐส่วนใหญ่มักมาไวไปไว ทิ้งชาวบ้านไว้กลางทางพร้อมแปลงผักที่ร้างรา แต่สำหรับ บ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนี่คือปฏิบัติการขจัดความยากจนที่ใช้ “หัวใจ” นำทางและใช้ “งานวิจัย” เป็นอาวุธจากมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

พื้นที่ประมาณ 5 ไร่เศษ ของหมู่บ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย

ยุทธศาสตร์ขจัดความจน จากเก็บข้อมูล สู่โมเดลต้นแบบ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2565 ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อค้นหาครัวเรือนยากจน ต้นทุนศักยภาพ และวิถีชีวิตที่แท้จริง โดยเริ่มนำร่องที่ ต.เมืองบัว และ ต.กำแพง ก่อนจะขยายผลในปี 2567-2568 มายัง ต.ดงครั่งใหญ่ และ ต.ทุ่งทอง เป้าหมายใหญ่คือการยกให้ “อำเภอเกษตรวิสัย” เป็นพื้นที่ต้นแบบขจัดความยากจน (Poverty Eradication Model) ของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเน้นการถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ “จับต้องได้และใช้จริง”

เจาะลึกพื้นที่ 5 ไร่ การบริหารจัดการแบบ 3 โซน

พื้นที่ประมาณ 5 ไร่เศษ ของหมู่บ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย จุดนี้เป็นแปลงปลูกผักของชาวบ้านในโครงการ ที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 75 คน มีการจัดสรร แบ่งส่วน แบ่งโซน การเพาะปลูกออกเป็น 3 ใหญ่ ๆ ในการบริหารจัดการแปลง คือ ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่จัดสรรให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกใช้สำหรับปลูกพืชระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 หรือ 1 เดือนครึ่งก็สามารถทำรายได้ให้กับชาวบ้านได้แล้ว เช่น ปลูกผักสลัด ต้นหอม หรือผักที่มีอายุสั้น โซนที่ 2 เป็นแปลงที่จัดสรรให้สมาชิกสำหรับปลูกพืชที่ค่อนข้างใช้ระยะเวลานานขึ้นไปอีก และเป็นที่ต้องการของตลาด และโซนที่ 3 เป็นการเพาะปลูกพืชที่ใช้เวลานาน เก็บได้หลายรอบ ไม่ต้องเริ่มปลูกใหม่ ส่งขายให้ตลาดที่มีการทำข้อตกลงกันไว้ แต่ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการกลุ่ม ที่จะกำหนดให้มีการหมุนเวียน สลับสับเปลี่ยนกันปลูกพืช โดยใช้กลไกปฏิทินเพาะปลูกในรอบ 1 ปี และความต้องการของตลาดมีมากมีน้อย ความสำเร็จของที่นี่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการบริหารจัดการแบบ Lab ที่แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วนชัดเจน

  • Zone 1 (Fast Track): พืชอายุสั้น 1-1.5 เดือน เช่น ผักสลัด ต้นหอม เน้นสร้างรายได้รายวัน
  • Zone 2 (Medium Term): พืชที่ตลาดต้องการสูง ใช้เวลาดูแลนานขึ้นมาอีกนิด
  • Zone 3 (Long Term): พืชเก็บเกี่ยวได้หลายรอบ มีข้อตกลงกับตลาดชัดเจน

ทั้งหมดนี้ร้อยเรียงด้วย “ปฏิทินเพาะปลูก” ที่คณะกรรมการกลุ่มใช้ควบคุมหมุนเวียน ไม่ให้ปลูกซ้ำจนล้นตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของความต้องการจริง

เขาจะพาเราทำนี้ ถ้าเราทำตามเขา เขาจะมาทำตรงนี้จริง ๆ มั้ย เขาจะหลอกให้เราขุดแปลงให้เหนื่อยเฉยๆ แล้วสูญเปล่า แต่ได้สัมผัสจริงๆแล้วเห็นได้เลยค่ะว่าโครงการนี้ตั้งใจที่จะช่วยชุมชน คนในชุมชนให้สู้ชนะกับความจนได้จริงๆ

ไพเราะ เอ็นดู คณะกรรมการกลุ่มปลูกผักแก้จน บ้านเขวาตะคลอง
ไพเราะ เอ็นดู คณะกรรมการกลุ่มปลูกผักแก้จน บ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย

เช่นเดียวกับ พี่หนูจีน สร้อยงาม สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง เล่าว่า โครงการนี้เข้ามา ครูบอกว่าไม่มีทุนให้ แต่ว่าครูจะพาทำ จะมาให้ความรู้ พวกเราก็ไม่ได้มั่นใจว่าคุณครูจะพาทำได้ไหม แต่ก็อยากลองดูเพราะว่าของเรามันมีที่ดิน มีทำเล น้ำก็มีตลอดปี แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ทำไมเราจะรวมกลุ่มกันไม่ได้ ก็เลยลองเชื่อครูดู ทำตามครูบอกทีนี้ก็เลยไปบอก อบต. ผู้นำ เขาก็ไปหารถไถมา แต่ว่าไม่มีน้ำมัน พวกเราก็เลยร่วมกันระดมเงินมาซื้อนำมัน เลยริเริ่มช่วยกันไถเป็นแปลงขึ้นมา ในระยะ 2-3 เดือน จัดแบ่งพื้นที่กันความยาว11เมตร ความกว้าง 9 เมตร เก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกมีรายได้ตั้งคนละ 5,000 บาทเลยนะ ใครจะไม่ดีใจ ทีนี้พวกระยะยาวนี้ พวกปลูกตะไคร้ อยากปลูกพวกขึ้นร้านค้างเหมือนกัน เลยไปขอครู ครูก็เลยจัดให้ ครูก็มีความเชื่อมั่นในกรรมการชุดนี้ ว่าสามารถทำได้ หมู่บ้านนี้ทำได้ ครูก็เริ่มให้ความสำคัญกับพวกเรา เราก็ดีกับครู ดีใจที่โครงการนี้เข้ามา ไม่คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ ดีใจมาก

ภูมิใจ มันตื้นตันใจค่ะ ที่เขาเข้ามาทุ่มเทแล้วก็มาให้ความสำคัญกับเรา ทำให้เราเกิดรายได้ในชุมชน ทำให้ชุมชนเรามีความสามัคคีกันขึ้นมา แล้วก็ไม่อยากให้เขาไปจากเรา อยากให้เขาคอยช่วยดูแลเราอีก เราได้ความรู้มากมาย เราไม่ต้องได้ไปเสียเวลาเรียน4ปี5ปี อันนี้เราเรียนแค่เดือนสองเดือนเราก็เอามาเป็นพื้นฐานความรู้ มาใช้ในชีวิตประจำวันเราได้ คิดว่าดีที่สุดแล้วค่ะโครงการนี้

หนูจีน สร้อยงาม สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง
หนูจีน สร้อยงาม สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย

ขณะที่แม่จันทร์ ดอกจันทร์ สมาชิกกลุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ บอกเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปลื้มปริ่มกับรายได้และอาชีพที่เกิดขึ้นจากการนำงานวิจัยมาใช้ในชุมชนของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด แม่บอกว่า สามารถขายผักได้วันละ 200-300 บาท แต่ไม่ได้ขายยกแปลง ขายวันละเล็กละน้อย โดยมีกลุ่มแม่ค้าไปรับไปส่ง คนในชุมชนเราก็ซื้อกิน ถ้าพ่อค้าข้างนอกเขารู้ว่าเรามีผักเขาก็จะมารับเอา แต่ก่อนไม่ค่อยได้เงิน ตอนนี้รู้ว่าเราคิดเป็นเดือนละได้เลย ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท ต่อเดือน เราสามารถการันตีได้เลยว่า 1 เดือนได้เงินเท่าไหร่

แม่จันทร์ เล่าต่อว่า ตอนแรกก็จะปลูกเป็นแปลงทำหลุมต่ำ ๆ ถ้าเรารดน้ำน้ำมันก็จะขัง ไม่มีที่ระบายอากาศ อาจารย์เขาก็มาแนะนำว่าเราต้องยกร่องขึ้น ประมาณ 30 ซม. ก่อนเราจะปลูกเราต้องพักแปลงก่อนประมาณ 1 อาทิตย์ พอทำตามเขามันก็ได้ผล แต่ว่าผักแต่ละชนิดอาจารย์จะไม่ให้ปลูกซ้ำแปลง ก็จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปเรื่อย ๆ หมุนเวียน แต่ก่อนอยากปลูกอะไรก็ปลูกเหมือนเดิม อะไรขายดีก็ปลูกอันนั้น มันก็ไม่ค่อยได้ผล อันนี้ก็ต้องขอบคุณอาจารย์จาก ม.ราชภัฏร้อยเอ็ด ที่เขามาแนะนำ ทุกวันนี้ก็พอได้ใช้สอย เพราะโครงการของเขา

ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าจะไม่จนอีกแล้ว มีรายได้ทุกวันเราก็ได้นับเงินทุกวัน เพราะเราปลูกผักหลายอย่าง แต่ก่อนเขาก็จะแนะนำให้ปลูกผักบุ้งแปลงนึง แต่ตลาดไม่ค่อยมีก็ลดผักบุ้งลง เอาเป็นหอมครึ่งนึง ผักบุ้งครึ่งนึง แบบนี้ บางทีแปลงนึงก็ปลูกสี่ห้าอย่างใส่กัน ผักทุกอย่างเขาก็จะหมุนเวียนทำปฏิทินให้

จันทร์ ดอกจันทร์ สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง
จันทร์ ดอกจันทร์ สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย

ปลูกผักแก้จน ด้วยเทคโนโลยีและความรู้

ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ สมพร หัวหน้าโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท.  กล่าวว่า สำหรับพื้นที่บ้านเขวาตะคลอง ต.ทุ่งทอง มีการจัดตั้งกลุ่มการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการกลุ่ม จุดเด่นของที่นี่  คือ การบริหารจัดการกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และการทำปฏิทินปลูกผัก เพื่อให้เขาสามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี ถึงแม้บางช่วงจะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม ที่เป็นช่วงสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช แต่เราก็เอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมไปเติมทักษะของกลุ่มเป้าหมายให้สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยเลือกปลูกผักมีสองเรื่องที่ใช้พิจารณา คือ 1.เลือกจากผักที่มีราคาแพงในช่วงนั้น ตลาดทำไม่ได้ 2.เลือกจากตัวเกษตรกรในชุมชนนั้นว่าเขาสามารถทำได้ เมื่อสองอย่างไปด้วยกันผลผลิตก็เกิดขึ้น ก็สามารถที่จะขายได้ แต่ปัญหาที่ทุ่งทองก็คือว่าระยะทางระหว่างที่บ้านถึงตลาดประมาณ 60-70 กิโลเมตร แต่ถ้าไปในเมืองคือเกือบ 80 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้เราก็แก้ไขโดยมีรถพุ่งพวงเป็นรถเร่ ที่จะเข้ามารับผลิตผลทางการเกษตรแล้วก็ขายในระแวกหมู่บ้านก็เลยเกิดเป็นอาชีพใหม่คือ อาชีพรถเร่ และคนที่มีหน้าที่ในการรวบรวมผักแล้วก็ส่งให้ต่อพ่อค้าคนกลางหรือตามร้านต่าง ๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ของคนในชุมชน จุดเด่นที่สอง คือ ผลิตผักเองได้ทั้งปี แล้วก็มีกลุ่มที่เข้มแข็งสามารถจัดการเรื่องของกลุ่ม และของตลาดได้ ทำให้เกิดความยั่งยืนเกิดขึ้นในตำบลทุ่งทอง 

สำหรับภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานในพื้นที่ เขาดูแลอยู่แล้วซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันหนุนเสริมกัน ทางชุมชนก็ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังมีข้อที่ยังไม่สามารถเชื่อมกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นทางมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จึงเข้าไปหนุนเสริม ทำให้ 3 หน่วยงาน คือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ และมหาวิทยาลัยฯ ที่เป็นแหล่งวิชาการสามารถร้อยเรียงการทำงานเชื่อมประสานแล้วเกิดการหนุนเสริมคนในชุมชนทำให้เกิดการสร้างรายได้จากการเติมเครื่องมือต่าง ๆ เข้าไป

ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ สมพร หัวหน้าโครงการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

สร้างเครือข่ายหนุนเสริมภาครัฐ รองรับการขยายผลและดำเนินงานเมื่อจบโครงการวิจัย

ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า กลไกเดิมมีอยู่แล้ว ได้รับการช่วยเหลือและดูแลจากหน่วยงานต่างๆอยู่แล้วเพียงแต่ว่าความต่อเนื่อง หน่วยงานฟังก์ชันในภาครัฐ เขามีพื้นที่ที่รับผิดชอบหลายพื้นที่ การดูแลอย่างทั่วถึง และต่อเนื่องจึงเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นทางมหาวิทยาลัยเลยเอาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีไปเสริมสร้าง ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นทั้งที่การให้ความรู้ของคนในชุมชน เอาเทคโนโลยีที่พร้อมใช้ สามารถใช้ได้จริง  ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะอยู่กับชุมชน ไม่ว่าหน่วยงานไหนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ มันก็จะสามารถบูรณาการร่วมกันได้ทั้งหมด

เทคโนโลยีที่เรานำไปใช้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เบสิคเทคโนโลยี คือ เราจะเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีง่ายๆแต่ว่าชาวบ้านสามารถเอาไปใช้ได้เลย เช่น การยกแปลงขึ้นสูง และการคลุมดิน เลือกวิธีการคลุมดินให้เหมาะสม และเลือกวิธีการยกแปลงให้เหมาะกับพืชที่ปลูก หรือถ้าไปเจอช่วงร้อนก็ใช้สแลน ต้นทุนไม่สูง เพียงแต่ว่าเราให้คำแนะนำว่าจะต้องสูงแค่ไหน เหมาะกับพืชชนิดไหน แล้วความเข้มความหนาจะเหมาะกับพืชชนิดไหน จะส่งผลให้ผลผลิตสูงขึ้น อันนี้เป็นเบสิคเทคโนโลยี และ knowledge ขั้นต้น แต่พอส่วนของชาวบ้านหรือชุมชนที่จะต้องมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ มีการคัดเลือกพันธุ์หรือการแปรรูป เราก็เอาเทคโนโลยีขั้นกลาง ที่มีการประยุกต์ใช้ มีการนำเครื่องมือเข้าไปช่วย เช่น การแปรรูปการทำกิมจิ เราก็เอาตัวจุลินทรีย์เข้าไปช่วย แล้วก็วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์ว่าจะมีการลดความชื้น ทำให้เร็วและเก็บไว้นานได้ยังไง และก็สอนวิธีการคัดเลือกต้นที่มีความสมบูรณ์และเก็บเมล็ดพันธุ์ต่อได้ แล้วก็บางที่ต้องมีการเปิดปิดน้ำ โดยให้คนไปเปิดและปิด แต่เราก็จะมีการตั้งระบบ timer เราก็จะสามารถที่จะตั้งระยะเวลาการเปิดปิดน้ำได้ ก็มีบางส่วนที่จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เราก็เอาโซลาร์เซลล์ไปใช้แทนไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ชุมชนนี้ที่เราทำงานอยู่ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูง

สมาชิกกลุ่มปลูกผักแก้จนบ้านเขวาตะคลอง

ยกระดับ ขยายผล เพื่อแก้ไขความยากจนอย่างยั่งยืน

ผศ. ดร.ชัญญรินทร์ กล่าวว่า สำหรับปีนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่การปลูกผักอย่างเดียว ก็จะมีการพัฒนาทักษะของพี่  ๆ เกษตรกร เนื่องจากว่าตอนแรกเราก็ต้องดูว่าเขามีพื้นฐานมั้ยกับการปลูกผักพอมีพื้นฐานระดับนึงเราก็ต้องฝึกองค์ความรู้ เช่น การตัดแต่งกิ่ง การไว้กิ่ง การให้ปุ๋ย การไดแอคโรคและแมลง ว่าสิ่งที่เห็นเนี่ยมันเกิดจากโรคหรือแมลงชนิดไหนเพื่อที่เราจะป้องกันได้แล้วก็สามารถที่จะคัดเลือกว่าพืชมีความอุดมสมบูรณ์มีการเจริญเติบโตดีแค่ไหน แล้วก็มีการคัดเลือกเพื่อที่จะเก็บไว้ทำพันธุ์ เพราะว่าการเก็บต้นพืชที่เอาไว้ทำพันธุ์ ต้องเลือกที่มีลักษณะดี และสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ได้ หลังจากที่ถึงช่วงที่เก็บเราก็จะต้องสอนหรือให้ความรู้ในวิธีการเก็บ ทำความสะอาด คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ อาจจะเป็นลักษณะการเก็บไว้ทำพันธุ์ปีหน้า หรือการขายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

แล้วจุดเด่นของงานนี้นอกเหนือจากที่มีนักวิจัยเข้าไปช่วยหนุนเสริมแล้ว เรายังมีผู้ช่วยวิจัยในแต่ละพื้นที่ ที่เข้าไปกำกับและติดตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรามีการตั้งประธานหรือหัวหน้ากลุ่มในแต่ละพื้นที่ เพื่อที่เขาจะสามารถบริหารจัดการและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆหรือเป็นฝ่ายประสานงานระหว่างชุมชนกับนักวิจัย ถ้าหาเราจบโครงการไปแล้ว คนที่เป็นผู้ประสานงานเขาก็จะสามารถเป็นตัวแทนของนักวิจัยอย่างพวกเราได้ เขาสามารถเป็นผู้นำที่จะดูแลการผลิต แล้วก็จัดการบริหารพื้นที่ของเขาได้ 

อันดับแรกสำหรับการจัดการกลุ่มที่ให้เกิดความยั่งยืน หนึ่งคือตัวของกฎกติกา หรือระเบียบต้องชัดเจน เพื่อที่ในกลุ่มจะได้ยึดปฏิบัติข้อปฏิบัติเดียวกัน สองคือเกิดจากตัวของสมาชิกเองจะต้องเกิดความเชื่อมั่นในคณะกรรมการ ในการทำงาน อันที่สามคือการบริหารจัดการกลุ่ม และอันที่สี่คือการสนับสนุนและความช่วยเหลือที่เกิดจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานฟังก์ชัน จะต้องไปเติมในส่วนของความเข้มแข็งในด้านองค์ความรู้ แล้วก็งบประมาณบางส่วนถึงแม้ว่าเขาจะบริหารจัดการได้เอง แต่ถ้ามีหน่วยงานภาครัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเขาจะสามารถเกิดความเข้มแข็งยั่งยืน สามารถที่จะพัฒนาตัวเองจากกลุ่มธรรมดา จดเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ แล้วก็สามารถที่จะได้รับความช่วยเหลือจะระบบตัวของโครงการของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆได้ต่อไป สามารถติดตามเนื้อหาอื่น ๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการแก้จนของร้อยเอ็ดได้ที่นี่ https://www.facebook.com/BPT.Roi.et