Happy Farm ธุรกิจฟาร์มผำสด สู่การต่อยอดผงผำนวัตกรรมอาหารใหม่

เรื่อง: รัตนาภรณ์ น้อยวงศ์ ภาพ: ภาสกร สุขบุญญาสถิตย์, ธนภรณ์ จิตตะยโศธร

ผำ จากพืชน้ำท้องถิ่นที่พบเจอได้ตามห้วยหนอง คลองบึง และอยู่ในวัฒนธรรมการกินของเรามายาวนาน  ปัจจุบันได้กลายมาเป็น Super Food ที่มีการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ ​การเปลี่ยนผ่านนี้ เกิดจากการยกระดับด้วยเทคโนโลยีการเลี้ยงในระบบปิดที่สะอาด ปลอดภัย และการแปรรูปเพื่อทลายขีดจำกัดด้านการเก็บรักษา พร้อมบุกตลาดสุขภาพทั้งในไทยและต่างประเทศอย่างเต็มตัว

​วันนี้ ซาวอีสาน จึงอยากพาทุกคนมาเจาะลึกเกษตรทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อสร้างไอเดียและแรงบันดาลใจ ที่ Happy Farm ฟาร์ม ฟาร์มผำมาตรฐานส่งออก ที่หยิบเอาภูมิปัญญามาบวกกับนวัตกรรมจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์อย่าง ไอศกรีมและคุกกี้ผำเพื่อสุขภาพ

​และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้ คือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่โปรไฟล์ไม่ธรรมดา คุณป่าน – ประติภา ม่วงนิล สาวสวยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปี 2569 นอกจากบทบาทบนเวทีนางงามแล้ว เธอยังเป็น Smart Farmer ตัวจริงที่เชี่ยวชาญการจัดการระบบฟาร์ม ตั้งแต่ฟาร์มเห็ดนางรมไปจนถึงการต่อยอดธุรกิจโรงงานดินปลูก และวันนี้เธอจะมาเผยเคล็ดลับการปั้น ผำ ให้เป็นธุรกิจเงินล้าน

ประติภา ม่วงนิล นางสาวไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปี 2569

โมเดลเกษตรทางเลือก Happy Farm พลิกโรงงานดินสู่ฟาร์มผำ

 “จุดเริ่มต้นมาจากแต่ก่อนที่นี่เราทำเป็นพวกโรงงานดิน พอประสบปัญหาเรื่องแรงงานหายาก เลยอยากลองทำธุรกิจอื่น ที่เป็นธุรกิจครอบครัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิตเรา” 

คุณป่านเล่าว่าโรงงานดินของเธอ มีทั้งการผลิตดินปลูกและดินผสมสำหรับปุ๋ยเพื่อการเกษตร ซึ่งช่วงระยะเวลาที่เผชิญกับปัญหาของการขาดแรงงานนั้นมีการทดลองทำดินปุ๋ยเพื่อศึกษาคุณภาพดิน จึงได้นำผำมาเป็นตัวอย่างการทดลองเลี้ยง เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานเยอะ เลี้ยงง่าย ในพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ โดยนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ผำลงเลี้ยง ในบ่อกะละมัง ใช้น้ำสะอาด เสริมด้วยปุ๋ยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อเป็นอาหารให้กับผำ แต่ก่อนจะสามารถจับทางการเลี้ยงได้อย่างจริงจัง เธอพบว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

“จากที่เคยเลี้ยงในกะละมัง 10 ใบต่อมาเป็น 20 ใบ วางเรียงกัน จนพื้นที่มันไม่พอ ช่วงแรก ๆ ก็มีตายบ้างเพราะว่ายังจับจุดไม่ถูก  หลังจากที่ผำมีจำนวนเยอะมากขึ้น เราขายไม่ทันจนผำเน่า เลยตัดสินใจใช้บ่อใหญ่ เพราะยิ่งพื้นที่เยอะ ก็ยิ่งโตได้เร็วขึ้น”

เธอใช้เวลาในการเรียนรู้ และได้พบว่าต้องมีการจัดการด้านสภาพแวดล้อม ควบคุมแสง เติมออกซิเจนในบ่อ เพราะแม้ว่าผำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในระดับน้ำลึกจะชอบแสงแดด แต่การเปลี่ยนรูปแบบมาเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ที่อยู่ในระดับน้ำตื้นนั้น หากไม่มีการควบคุมอุณหภูมิแสงจนทำให้ผำได้รับแดดมากเกินไป จะทำให้มันกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด ทาง Happy Farm จึงใช้วิธีจัดการแสงด้วยการขึงแสลนดำเพื่อการพรางแสง

“ในส่วนของระบบการจัดการน้ำภายในบ่อ  ฟาร์มเราใช้รูปแบบน้ำหมุน ตัวปั๊มมอเตอร์ดูดน้ำเข้า ไปแล้วก็ปล่อยน้ำออกเพราะว่าถ้าน้ำนิ่งจะทำให้ผำเน่าเสีย”

คุณป่านอธิบายว่า การที่น้ำหมุนอยู่ตลอดเวลา จะเป็นตัวช่วยในการกวนและลดความร้อนของน้ำในบ่อ รวมถึงกำจัดของเสียจากซากผำที่ตายบางส่วน ไปจนถึงแบคทีเรีย เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำช่วยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายของเสีย หลังจากนั้นการเลี้ยงผำก็สร้างความมหัศจรรย์ให้กับเธอ เพราะเวลาเพียง 7 – 10 วัน ผำก็เจริญเติบโตเต็มที่ สมบูรณ์พร้อมเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

ไอศกรีมและคุกกี้ จากผงผำ การแก้ Pain Point สู่การขยายตลาดใหม่

แม้ว่าจะผ่านช่วงเวลาของการเลี้ยงให้ผำมีอัตราการตายลดลงได้สำเร็จแล้ว แต่เธอก็พบกับปัญหาอีกครั้ง เมื่อจำนวนของผำที่สมบูรณ์นั้นเพิ่มขึ้นมหาศาลจนไม่สามารถจัดการได้ เกิดปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยวเพื่อขายและการจัดส่ง เพราะระยะเวลาของผำสดที่สามารถอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน อีกทั้งในการขนส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ นั้น มีต้นทุนที่สูงมาก เธอจึงคิดไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหา

“การส่งแบบสดมีต้นทุนเรื่องของห้องเย็น ค่าส่งที่แพงระดับหลักร้อย ซึ่งแพงกว่าตัวผำ เราเลยได้ใช้วิธีการนำผำมาแปรรูป ด้วยวิธีการอบแห้ง แล้วเราก็มาบดให้มันกลายเป็นผง เพื่อการขนส่งที่สะดวกและประหยัดต้นทุนมากขึ้น”

ทาง Happy Farm ได้จ้างโรงงานผลิตเพื่อผลิตผำผง โดยผ่านกระบวนการนำผำสดมาอบให้แห้งและบดเป็นผงละเอียด จนผ่านมาตรฐาน อย. สามารถส่งผลิตภัณฑ์ขยายตลาดไปสู่โรงแรมในขอนแก่นได้ แต่ไอเดียของเธอไม่หยุดเพียงแค่นั้น จากความชื่นชอบส่วนตัวของคุณป่าน ที่มักจะทานของว่างเป็นไอศกรีมและทำเบเกอรีเป็นงานอดิเรก จึงได้ทำไอศกรีมและคุกกี้โดยมีผงผำเป็นส่วนผสม จากผำสดที่มีรสชาติจืดชืดกินยาก ทำให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มเด็กได้ง่ายมากยิ่งขึ้น คุณป่านเล่าว่า รายได้ต่อเดือนของ Happy Farm ในการส่งออกผำสดอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,900 บาท ไม่รวมกับผลิตภัณฑ์ต่อยอดอย่างไอศกรีมและคุกกี้ ซึ่งเป็นจำนวนตัวเลขที่นับว่าสูง หากเทียบว่านี่คือธุรกิจเสริม อุปสรรคในการทำธุรกิจนี้เป็นเรื่องของการใช้เวลาในการเรียนรู้และการนำเทคโนโลยี ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขและพัฒนาในธุรกิจตัวเอง

Happy Farm จึงไม่ได้ทดลองเลี้ยงผำ จนเกิดเป็นผำสดส่งออกเท่านั้น แต่ยังทดลองสร้างการแปรรูปในหลากหลายแบบ เพื่อทำให้ผำสามารถเข้าถึงผู้คนได้หลากหลายวัยและขนส่งต่อไปในที่ต่างๆ ได้ ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปผ่านช่องทางออนไลน์และลูกค้าระดับรายใหญ่ที่รับบริการผ่านระบบขนส่ง นับเป็น Model จุดเริ่มต้นสำหรับคนที่มองหาการสร้างรายได้ทางเลือกใหม่ รวมถึงการนำผำเข้าสู่ตลาดในหลากหลายรูปแบบ

โอกาสและความท้าทายใหม่ของผำไทยในตลาดโลก

แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะมีการเติบโตของตลาดผำในแง่การต่อยอดสู่อาหารในรูปแบบใหม่มากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของตลาดโปรตีนจากแหน (Duckweed Protein Market) ทั่วโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี  (CAGR) สูงถึงร้อยละ 7.9 – 15.9 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 – 2035 แต่จากปัญหาโรงงานสำหรับการผลิตเพื่อแปรรูปที่มีอยู่เพียง 40% ในประเทศ เป็นโรงงานขนาดเล็ก ที่มีกำลังการผลิตต่ำหากเทียบกับการขยายตัวของตลาดโลก

ผำจึงเป็นพืชที่น่าจับตามองและในขณะเดียวกันควรได้รับการส่งเสริมจากทางภาครัฐฯ เพื่อผลักดันให้เกิดการสนับสนุนต้นทุนทางเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและมีมาตรฐานพร้อมการจัดการด้านโลจิสติกส์ในระดับประเทศสู่สากลต่อไป