เครือข่าย อปท.อีสาน ตั้งเป้า 365 วัน ทุกชีวิตบนท้องถนนต้องปลอดภัย ชู 5 นวัตกรรมลดอุบัติเหตุทั่วไทย

เรื่อง กองบรรณาธิการซาวอีสาน

มากกว่าการรณรงค์เฝ้าระวังและลดอุบัติเหตุ ช่วง 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569  ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนอำเภอร่วมกับศูนย์สนับสนุนทางวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส.สำนัก 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่นซาวอีสาน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการความปลอดภัยทางถนนในอำเภอเสี่ยงกับรายการออนไลน์ “Live Talk สะออนเด้ : มิตรภาพบนท้องถนน ทุกคน…ทราบแล้ว safe” พร้อมข้อเสนอระดับนโยบาย เพิ่มการสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปรับแก้ไขจุดเสี่ยงบนท้องถนนเพื่อให้ทุกชีวิตปลอดภัยตลอดทั้งปี 365 วัน  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เทศกาลกลับบ้านปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

เสียงหัวเราะในวงเหล้า แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนกันบนถนนมิตรภาพยามค่ำคืน และเสียงไซเรนที่ดังขึ้นเป็นระยะนี่คือภาพจริงในช่วงเวลาแห่งเทศกาลสำคัญของพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ที่นาน ๆ จะได้กลับบ้านเกิด พร้อมร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญกับครอบครัว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่หยุดยาวหลายวัน ทั้ง ปีใหม่และสงกรานต์ อีกด้านหนึ่งนี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง 1 ปีมีครั้งเดียว ที่หลายคนตั้งตารอ แต่ในขณะเดียวกันการอีกมุมคือความเสี่ยงด้านการสูญเสีย โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลกลับฉายให้เห็นว่า ภาคอีสาน คือ ภูมิภาคที่มีสถิติการเสียชีวิต หรือ เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดในประเทศไทย และไม่ใช่การชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย แต่เกิดขึ้นในทุก ๆ วินาทีบนท้องถนน

ข้อมูล ThaiRSC (ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ)

ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและการสูญเสีย หลังอีสานอุบัติเหตุพุ่งอันดับ 1 ของไทย

จากการรวบรวมข้อมูลของ ThaiRSC (ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ) พบว่าในปี 2567 ภาคอีสานมียอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของไทย โดยมีดัชนีความรุนแรง (อัตราการตายต่อผู้บาดเจ็บ) สูงถึงร้อยละ 2.06 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยตัวเลขผู้เสียชีวิต 3,384 ศพ ส่วนตัวเลขผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 164,449 ราย ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาทำตัวเลขสถิติน่ากลัวที่สูด เสียชีวิต 394 ศพ บาดเจ็บ 28,544 ราย

ขณะที่ตัวเลขสถิติ ณ ปัจจุบัน วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ระบุ 5 อันดับแรกของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของประเทศไทย พบว่า อันดับ 1 คือ กรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ ชลบุรีและเชียงใหม่ ขณะที่อันดับ 4 คือ จ.นครราชสีมา เสียชีวิต 390 ราย บาดเจ็บ 30,268 และอันดับ 5 จ.อุดรธานี เสียชีวิต 325 ราย บาดเจ็บ 13,078 ราย  โดยในทุก ๆ 1 ชั่วโมง มีคนเสียชีวิต 2 คน จากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย

เตรียมตัวออกเดินทางได้…โจทย์ใหญ่ อีสานต้องปลอดภัยทุกวัน

เมื่อ “มิตรภาพ” เป็นมากกว่าชื่อถนนทางหลวงหมายเลข 2 ที่มุ่งหน้าจาก กทม. สู่ที่ราบสูงดินแดนอีสานบ้านเฮา แต่ “มิตรภาพ” ยังเป็น “ความห่วงใย” ถึงความปลอดภัยของนักเดินทางบนถนนทุกเส้นทางที่ต่างมุ่งหน้าเดินทางกลับบ้านเพื่อไปเติมพลังในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นความเสี่ยงจากสถานการณ์ปกติ ประกอบด้วย

  • การจราจรที่หนาแน่นจากนักเดินทาง
  • จุดเสี่ยงของชุมชนบนถนนสายหลัก-สายรอง
  • พฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเทศกาลปีใหม่
  • ความร่วมมือในการดูแลป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • นวัตกรรมความปลอดภัย แบบใหม่ โดยชุมชนและท้องถิ่น

เหล่านี้เป็นโจทย์ชวนแลกเปลี่ยนถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยด้วยความห่วงใย และ “มิตรภาพบนท้องถนน” โดย นายกังวาน แสนอุดม ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแฮด ศูนย์ประสานงานการจัดการความปลอดภัยทางถนนเทศบาลตำบลบ้านแฮด จ.ขอนแก่น อัจฉริยา แสวง  หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ศูนย์ประสานงานการจัดการความปลอดภัยทางถนนเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ นายสุรินทร์ ราวพิมาย ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุกระสัง จ.บุรีรัมย์ ศูนย์ประสานงานการจัดการความปลอดภัยทางถนน องค์การบริหารส่วนตำบลบุกระสัง นายไชยวัฒน์ โคตุทา ปลัดเทศบาลตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ร่วมแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลในการป้องกัน ลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์

โปสเตอร์รายการเสวนาออนไลน์ sound on day : สะออนเด้ EP.2

เปิด 5 นวัตกรรมลดอุบัติเหตุให้เป็น 0 ด้วยกลไกการจัดการของท้องถิ่น 4 พื้นที่ต้นแบบจากภาคอีสาน

“ฝากกุญแจไว้กับผู้ใหญ่บ้าน เมื่อสัญญาใจมีค่ากว่าด่านตรวจ” ปัญหาเมาแล้วขับจากสมาชิกชุมชนในช่วงเทศกาลเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวในหลายพื้นที่ แต่ที่ อบต. บุกระสัง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ พวกเขาใช้มาตรการทางสังคมที่ชาญฉลาดและได้ผลอย่างน่าทึ่ง

สุรินทร์ ราวพิมาย ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุกระสัง เล่าถึงกลไกที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า เมื่อพ่อแม่เห็นลูกหลานดื่มสังสรรค์จนมึนเมา ก็จะนำกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ไป “ฝาก”ไว้กับผู้ใหญ่บ้าน เหตุผลนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก หากพ่อแม่เก็บไว้เอง ลูกหลานอาจออดอ้อนจนใจอ่อนและยอมคืนกุญแจให้ แต่กับผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นบุคคลที่ทุกคนในชุมชนให้ความเคารพยำเกรง กำแพงทางใจนี้สูงเกินกว่าที่สมาชิกในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นจะมาขอกุญแจคืน นี่จึงเป็นโมเกลการใช้ด่านความสัมพันธ์และกติกาชุมชนมาแก้ปัญหา ซึ่งเข้าถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีกว่าการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

“เอาไปฝากไว้ที่ผู้ใหญ่ ถ้าพ่อแม่เก็บไว้เองเดี๋ยวก็อ้อน เดี๋ยวก็จะใจอ่อน นะ เอาไปฝากไว้ที่ผู้ใหญ่ บอกเออถ้าเอ็งอยากได้ เอ็งไปเอาใจที่ผู้ใหญ่ เด็กพวกนี้ไม่กล้าไปหรอกครับ”

สุรินทร์ ราวพิมาย ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุกระสัง

นวัตกรรมในการแก้ปัญหาชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีในมิติต่าง ๆ ของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่น้องประชาชนคนอีสานต่างต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กับครอบครัวในภูมิปัญญา ความเข้าใจในบริบท และพลังของคนในชุมชนเอง ก่อร่างสร้างให้เกิดเป็น 5 แนวคิดและนวัตกรรมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังจากคนทำงานในพื้นที่ ที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อความปลอดภัยบนท้องถนนมากกว่าการรณรรงค์คือมาตรการที่ต้องสร้างขึ้นมา โดยอิงจากบริบทพื้นที่ ในรายการมีการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ลดอุบัติเหตุ
เมืองจราจรจำลอง เทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กเล็ก สร้างเมืองจราจรจำลอง และสอน CPR ให้รุ่นพี่ ในขณะที่มาตรการทางสังคมช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น อีกฟากหนึ่งของร้อยเอ็ดกลับมองไปไกลกว่านั้น พวกเขากำลังสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่รากฐาน ด้วยการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยลงในหัวใจของเด็กที่เล็กที่สุด

อัจฉริยา แสวง  หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ เล่าถึงการลงทุนเพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ในระยะยาว พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการสร้างเมืองจำลองขึ้นมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการสวมหมวกกันน็อกและรู้จัก เข้าใจในสัญญาณไฟจราจร ผ่านการเล่นอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกันในระดับนักเรียนมัธยม ก็มีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องกฎจราจรอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการสอนทักษะจำเป็นอย่างการทำ CPR เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเบื้องต้นได้ นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่คือการวางรากฐานพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยติดตัวไปตลอดชีวิต

ธงสีแสด ล้อยาง อุปกรณ์เตือนภัย DIY จากพลังชุมชน

เทศบาลตำบลโพนสูง ซึ่งปรากฏการณ์ธงสีแสด และ ล้อยาง ไม่ใช่แค่เรื่องของการ DIY แต่คือการประกาศอิสรภาพจากข้อจำกัดทางงบประมาณ เป็นการพิสูจน์ว่าเมื่อชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาทางออกย่อมเกิดขึ้นได้เสมอซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมจากชุมชนเพื่อการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากเทศบาลตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด นวัตกรรมที่ไม่ได้เกิดจากการใช้งบประมาณจากส่วนกลาง แต่คือพลังของชุมชนที่ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหา ใช้เพียงผ้าสีแสดสะท้อนแสงและแรงใจของจิตอาสาในการร่วมกันสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

ชัยวัฒน์ โคตุทา ปลัดเทศบาลตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด  เล่าว่า นวัตกรรมนี้เกิดจากความร่วมมือกันของชาวบ้านที่ช่วยกันตัดเย็บผ้าเป็น (ธง) แล้วนำไปปักตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ทางโค้งหรือทางแยก เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นและชะลอความเร็วได้แต่ไกล สิ่งนี้ช่วยได้ดีในระดับหนึ่ง เป้นการช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่มองเห็นและรับรู้ได้ว่าเป็นจุดเสี่ยง ทางแยก ทางร่วม 

ขณะเดียวกันในชุมชนเรามีพระนักพัฒนา ซึ่งถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ชาวบ้านเคารพนับถือศรัทธา คือ พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “พระนักพัฒนา” เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัย บทบาทของท่านคือการบูรณาการมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อเข้ากับการทำงานสมัยใหม่ โดยสอดแทรกคำสอนในการเทศนาบรรยาย เช่น การเน้นย้ำเรื่อง ศีล 5 ซึ่งข้อที่ว่าด้วยการห้ามดื่มสุรา ของมึนเมา คือ หัวใจสำคัญของการลดความประมาทและการเมาแล้วขับโดยตรง นี่คือการใช้ต้นทุนทางศรัทธาที่ชุมชนมีอยู่แล้วให้กลายเป็นเกราะป้องกันภัยบนท้องถนน

ลดอุบัติเหตุ
ต้นแบบนวัตกรรมลดอุบัติเหตุในชุมชนท้องถิ่น เทศบาลตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด

เสนอเสริมศักยภาพและเพิ่มงบประมาณ อปท.

ความจริงที่ต้องรู้ คือระดับนโยบายมอบหมายภารกิจ แต่งบประมาณยังเป็นโจทย์ใหญ่เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่มีรายได้ มีงบประมาณแตกต่างกัน ขณะที่เป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องดูแลประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เสียงสะท้อนจากคนทำงานตัวจริง เบื้องหลังนวัตกรรมที่น่าทึ่งทั้งหมดนี้ คือความจริงอีกด้านที่คนทำงานในระดับท้องถิ่นต้องเผชิญ

กังวาน แสนอุดม ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแฮด อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น ได้สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ท้องถิ่นจะได้รับมอบภารกิจ ให้ดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน แต่กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้องแบ่งสรรงบประมาณจากรายได้ของท้องถิ่นที่มีอย่างจำกัดมาเพื่อดำเนินการ ในขณะที่คนทำงานในพื้นที่ต้องเค้นทุกความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาด้วยทรัพยากรที่จำกัด นโยบายระดับชาติกลับส่งเพียงภารกิจลงมาโดยปราศจาก งบประมาณ ที่จะทำให้ภารกิจนั้นสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จึงเกิดคำถามว่า หากเราต้องการเห็นถนนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลต้องสนับสนุนคนทำงานหน้างานอย่างจริงจัง ผ่านรูปแบบนโยบายและแผนปฏิบัติการที่เป็นระบบ

ให้งานมา ให้ตังค์มาด้วยมันก็ไม่เยอะหรอกครับ มันก็จะได้ทำงานได้สะดวก

กังวาน แสนอุดม ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแฮด

จากท้องถนนสู่นโยบาย นวัตกรรมแบบบ้าน ๆ แต่ทรงพลังจากทั่วภาคอีสานเหล่านี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หัวใจของการสร้างถนนที่ปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่แคมเปญใหญ่โตหรือเทคโนโลยีราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พลัง ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือของคนในชุมชนท้องถิ่น เรื่องราวทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามสำคัญสำหรับอนาคตว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากนโยบายระดับชาติหันมาสนับสนุนและส่งเสริมให้นวัตกรรมบ้านๆ เหล่านี้ได้เบ่งบานไปทั่วประเทศ แทนที่จะทุ่มเทกับแคมเปญใหญ่เพียงอย่างเดียว? บางทีคำตอบของการลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์อย่างยั่งยืน อาจไม่ได้อยู่ที่นโยบายจากหอคอยงาช้าง แต่อยู่ที่การส่งมอบทั้งอำนาจ และ งบประมาณ ให้ถึงมือคนทำงานในพื้นที่อย่างแท้จริง

ขณะที่ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญในการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ผู้แทนทางการเมืองและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ยังไม่มีพรรคการเมืองใดแสดงเจตจำนงสนับสนุนนโยบายการดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

สามารถติดตามรับชมรายการเต็มได้ที่ https://youtu.be/8l0oMz_cl2U?si=QFY2iU2pBUYY_MIf