เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันไม่ใช่เพียงสถานการณ์ตามฤดูกาล หากแต่เป็นปรากฏการณ์เชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน การใช้ที่ดิน และนโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาและพื้นที่เกษตรกรรมผสมผสาน เช่น บริเวณรอบเทือกเขาภูแลนคา (ป่าภูหลง–ภูหยวก) จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควันต่อเนื่องหลายปี
ในยุคสมัยที่ปัญหาเชิงโครงสร้างมักถูกละเลยในสื่อกระแสหลัก รายการ Sound On Day สะออนเด้ ได้ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่สาธารณะออนไลน์” (Online Public Sphere) ตามแนวคิดของ Nancy Fraser ที่ไม่ใช่แค่พื้นที่กระจายข่าวสาร แต่เป็นพื้นที่สำหรับ “กลุ่มสาธารณะทางเลือก” (Subaltern Counterpublics) อย่างคนท้องถิ่นอีสาน ได้เข้ามานิยามปัญหา สร้างอัตลักษณ์ และกำหนดแนวทางการจัดการทรัพยากรของตนเองผ่านการถกเถียงและแลกเปลี่ยนอย่างมีส่วนร่วม

Sound On Day สะออนเด้ โดย ศวภ.อีสาน, สสส.สำนัก 3, เครือข่ายซาวอีสาน และ Thai PBS Locals จึงเปรียบเสมือนเวทีที่เปลี่ยน “เสียง” ของคนชายขอบป่า ให้กลายเป็น “พลัง” ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากฐานราก
รายการ Sound on Day สะออนเด้ ตอน “พลังท้องถิ่นรับมือไฟ ฝุ่น อาสาดูแลป่าเพื่อลมหายใจ” จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเปิดวงสนทนาออนไลน์ เชื่อมโยงภาคส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อสำรวจบทเรียนจากพื้นที่จริง ว่า “ท้องถิ่น” สามารถจัดการปัญหาไฟและฝุ่นได้อย่างเป็นระบบเพียงใด และต้องอาศัยเงื่อนไขอะไรบ้าง เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 – 16.30 น. ที่ผ่านมา วงสนทนาครั้งนี้หยิบยกวิกฤต “ไฟและฝุ่น” มาเป็นประเด็นหลัก โดยมีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายที่ลงมือจริงในพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยน
- ไพบูลย์ บุญโยธา รองปลัดเทศบาลตำบลธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
- ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก ประธานสภาลมหายใจ 7 จังหวัดภาคอีสาน
- ณัฐกานต์ สีม่วง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าย่าดี อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
- บุศรา ศรีชัย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
- ดำเนินวงสนทนาโดย: วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง (Thai PBS Local)

กลไกการทำงานร่วมกัน : จากปฏิบัติการเฉพาะหน้า สู่ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก
ฝุ่นภาคอีสานเนี่ย ความจริงแล้วไม่ได้แตกต่างไปจากฝุ่นภาคเหนือนะครับ… และตอนนี้ภารกิจการดับไฟป่า กรมป่าไม้ได้ถ่ายโอนไปให้ อบต. เทศบาลแล้ว แต่ปัญหาคือยังขาดงบประมาณและเครื่องไม้เครื่องมือ นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้องถิ่นต้องลุกขึ้นมาจัดการร่วมกัน
ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก ประธานสภาลมหายใจ 7 จังหวัดภาคอีสาน ย้ำถึงสถานการณ์ ไฟและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคอีสาน

ประเด็นฝุ่นในภาคอีสาน แท้จริงแล้วไม่ได้แตกต่างจากสถานการณ์ในภาคเหนือมากนัก พื้นที่อีสานเผชิญปัญหาฝุ่นมานาน เพียงแต่ในระยะหลังคำว่า PM2.5 ทำให้สังคมตระหนักชัดขึ้นว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพโดยตรง แหล่งกำเนิดฝุ่นในอีสานมีทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคม และการเผาในที่โล่ง แม้ในอดีตการเผาอาจไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน แต่เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและข้าวเพิ่มขึ้น การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและการเผาป่าก็เพิ่มขึ้นตามมา กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ฝุ่นทวีความรุนแรง
จากข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนในเวทีกับกรมป่าไม้ พบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาไฟป่าสะสมเป็นพื้นที่หลายสิบล้านไร่ เมื่อเทียบกับพื้นที่ประเทศทั้งหมดประมาณ 321 ล้านไร่ ถือเป็นสัดส่วนที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าไฟป่าไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง
อีกประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดด้านเครื่องมือและทรัพยากรในการดับไฟ ปัจจุบันภารกิจการควบคุมและดับไฟป่าถูกถ่ายโอนมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล แต่ในหลายพื้นที่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ หรือองค์ความรู้ที่เพียงพอ ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบาก จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดการประสานงานกับสำนักงบประมาณและหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อบูรณาการงบประมาณและกลไกสนับสนุนการจัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบ
ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อย มักพบจุดความร้อน (hotspot) จำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ค่าฝุ่นสูงขึ้น แม้บางช่วงสถานการณ์จะบรรเทาลงจากอิทธิพลของฝนหรือพายุ แต่โดยภาพรวมแล้ว ปัญหาฝุ่นในภาคอีสานมีความรุนแรงใกล้เคียงกับจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ในหลายช่วงเวลา ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก ประธานสภาลมหายใจ 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าว

เจาะลึกกลไกสู้ไฟป่ารอบเทือกเขาภูแลนคาฝั่งทิศเหนือ
วงสนทนาครั้งนี้หยิบยกวิกฤต “ไฟและฝุ่น” มาเป็นประเด็นหลัก โดยมีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายที่ลงมือจริงในพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยน โดยเริ่มจากการทลายพรมแดนรัฐ สู่การจัดการนิเวศร่วม ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จที่ก้าวข้ามอุปสรรคในการดับไฟป่า
เมื่อก่อนเราจะเกี่ยงกันว่านี่เขตเธอ นี่เขตฉัน ไฟไหม้ตรงนั้นไม่ใช่หน้าที่ฉัน แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนใหม่ พอเห็นควันปุ๊บ เราสื่อสารกันทางไลน์กลุ่ม แล้วรถน้ำหรือทีมอาสาจากทุก อปท. ในเครือข่ายจะวิ่งเข้าหาจุดเกิดเหตุทันที เพราะเราถือว่าป่าคือผืนเดียวกัน
ไพบูลย์ บุญโยธา รองปลัดเทศบาลตำบลธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ สะท้อนภาพความร่วมมือไร้พรมแดนของ 9 อปท.ในพื้นที่รอบภูหลง-ภูแลนคา

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ย้อนหลัง พื้นที่ป่าภูหลงเริ่มเผชิญปัญหาไฟป่าอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีพื้นที่ได้รับความเสียหายเกือบ 3,000 ไร่ ต่อมาในปี 2563 ยังพบความเสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 1,800 ไร่ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของปัญหาและความเปราะบางของระบบนิเวศในพื้นที่
ป่าภูหลงตั้งอยู่บนเทือกเขาภูแลนคาทางทิศเหนือของจังหวัดชัยภูมิ มีระดับความสูงประมาณ 200–700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงต่ำสลับกัน และที่สำคัญเป็นผืนป่าดิบเขาที่ทำหน้าที่เป็นต้นน้ำสำคัญของจังหวัด น้ำจากพื้นที่นี้ไหลลงสู่ลำปะทาวและเชื่อมต่อกับลำน้ำชี ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในจังหวัดชัยภูมิ
พื้นที่ดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นทรัพยากรป่าไม้ หากยังเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนโดยรอบ ทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตร ล้วนมีต้นกำเนิดจากผืนป่าแห่งนี้ ความเสียหายจากไฟป่าจึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อระบบนิเวศและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ
แม้เทือกเขาแห่งนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่เหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นซ้ำซากได้ทำให้พื้นที่ป่าดิบสมบูรณ์เหลืออยู่เพียงสัดส่วนไม่มากนัก ส่วนใหญ่กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องการการฟื้นฟู โดยเฉพาะบริเวณป่าชุมชนโดยรอบ ซึ่งมีพื้นที่ดูแลรวมกันประมาณ 6,000–7,000 ไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่นับหมื่นไร่เมื่อรวมทั้งผืน
บทเรียนจากสถานการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า การจัดการไฟป่าไม่อาจเป็นภารกิจของบุคคลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ ภาครัฐมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีทรัพยากรจำกัดเช่นกัน ประสบการณ์ทำงานในพื้นที่จึงชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ
การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมถึงการทำงานร่วมกันของเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 8 แห่ง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้เกิดโครงการบูรณาการจัดการไฟป่าที่มองปัญหาในระดับ “ภูมิทัศน์ทั้งผืน” มากกว่าระดับเขตปกครอง
เนื่องจากไฟป่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด หากสามารถลุกลามข้ามเขตอำเภอและข้ามเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ง่าย ในอดีตจึงมักเกิดการโยนความรับผิดชอบกันไปมา เพราะแต่ละพื้นที่มองว่าไฟเริ่มต้นจากอีกพื้นที่หนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาในเชิงระบบจะเห็นว่า ไฟป่าเป็นปัญหาร่วมที่ต้องการความร่วมมือร่วมกัน
จากข้อสังเกตดังกล่าว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรอบเทือกเขาที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการป้องกันไฟป่า จึงไม่จับมือกันจัดการปัญหาในระดับเครือข่าย ความคิดนี้เองกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างความร่วมมือเชิงพื้นที่ เพื่อจัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไพบูลย์ บุญโยธา รองปลัดเทศบาลตำบลธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ กล่าว

ความร่วมมือคืออาวุธและชุมชนคือหัวใจ
การเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการระบบภูมินิเวศโดยมีเทศบาลตำบลธาตุทองเป็นแม่ข่าย และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานในพื้นที่
ณัฐกานต์ สีม่วง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าย่าดี อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ย้ำถึงพลังความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5

บทบาทหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีภารกิจสำคัญด้านการดูแล อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม “โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการระบบภูมินิเวศ” โดยมีเทศบาลตำบลธาตุทองเป็นแม่ข่าย และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานในพื้นที่
ก่อนหน้านี้แม้จะมีการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง แต่ “มันไม่เข้มข้น และไม่ต่อเนื่อง” การได้รับการสนับสนุนครั้งนี้จึงทำให้เกิดการเสริมพลังและยกระดับการทำงานสู่การบูรณาการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะพื้นที่บนเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่ อบต.เก่าย่าดี อบต.โคกกุง อบต.หนองขาม อบต.นาหนองทุ่ม และอบต.ท่ามะไฟหวาน เข้าร่วมเป็นเครือข่ายลูกข่ายของเทศบาลตำบลธาตุทอง
การบูรณาการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นการเชื่อมโยงการทำงานในระดับ “ระบบภูมินิเวศ” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดการไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของพื้นที่ ก่อนหน้านี้แต่ละท้องถิ่นต่างดำเนินการตามศักยภาพของตนเอง “ต่างคนต่างทำ” แต่เมื่อมีเวทีเครือข่ายเกิดขึ้น จึงเริ่มมีการสื่อสาร นัดหมาย และสนับสนุนกำลังซึ่งกันและกัน เช่น เมื่อเกิดไฟป่าในจุดหนึ่ง ก็สามารถร้องขอกำลังเสริมจากพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมประเมินทิศทางการลุกลามและวางแผนรับมือร่วมกัน
ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็น “นวัตกรรมใหม่ของพื้นที่” เพราะเป็นการสร้างระบบสื่อสารและการตอบสนองฉุกเฉินข้ามเขตปกครอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามอย่างเต็มที่ ทั้งการทำแนวกันไฟ การจัดเวรยามของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และการเฝ้าระวังในระดับชุมชน แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเทือกเขาภูแลนคาที่กว้างขวาง และยังมีบางท้องถิ่นที่ไม่ได้เข้าร่วมเครือข่ายหรือไม่ได้สื่อสารประสานงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทพิสูจน์พลังของเครือข่าย เมื่อไฟป่าลุกลามเข้าใกล้เขตป่าชุมชนของตำบลเก่าย่าดี ชุมชนได้ระดมกำลังร่วมกันอย่างเร่งด่วน ทั้งคณะกรรมการป่าชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้าน รวมถึงพระสงฆ์ในวัด ต่างเข้ามามีบทบาทในการสกัดกั้นไฟไม่ให้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและผืนป่าที่ดูแลอยู่ แนวกันไฟที่เตรียมไว้ล่วงหน้าประกอบกับความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่ฝนจะตกลงมาช่วยบรรเทาเหตุการณ์ในเวลาต่อมา
และเมื่อครู่ที่เราคุยกันได้ดูค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีเขียว ร้อยละ 22 แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่เคยอยู่ในระดับสีแดง สัญญาณดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนผลของสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย แต่ยังเป็นภาพแทนของความพยายามร่วมกันของเครือข่ายท้องถิ่นในการจัดการปัญหาไฟป่าอย่างบูรณาการ ณัฐกานต์ สีม่วง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าย่าดี อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กล่าว

“ไข่ดาวในกระทะ” โมเดลการจัดการเชิงระบบ
พื้นที่ป่าภูหลงมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ จากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับพระอาจารย์และชุมชนในพื้นที่ พบว่าพื้นที่ป่าด้านเหนือมีลักษณะเปรียบเสมือน “ไข่ดาวในกระทะ” กล่าวคือ ส่วนที่เป็น “ไข่แดง” คือผืนป่าดิบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีวัดป่ามหาวันตั้งอยู่ เป็นพื้นที่ที่ต้องปกป้องไม่ให้ไฟลุกลามเข้าไปโดยเด็ดขาด ไพบูลย์ บุญโยธา รองปลัดเทศบาลตำบลธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ย้ำถึงความสำคัญของผืนป่าและฉายภาพให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น
ในระดับโรงเรียนและชุมชน การดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมถือเป็นภารกิจที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะประเด็นป่าชุมชนและป่าอนุรักษ์ที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่า มาตรการหลักที่เน้นดำเนินการคือการทำแนวกันไฟ
พื้นที่ป่าภูหลงมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ จากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับพระอาจารย์และชุมชนในพื้นที่ พบว่าพื้นที่ป่าด้านเหนือมีลักษณะเปรียบเสมือน “ไข่ดาวในกระทะ” กล่าวคือ ส่วนที่เป็น “ไข่แดง” คือผืนป่าดิบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีวัดป่ามหาวันตั้งอยู่ เป็นพื้นที่ที่ต้องปกป้องไม่ให้ไฟลุกลามเข้าไปโดยเด็ดขาด
ถัดออกมาเป็นส่วน “ไข่ขาว” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่เคยถูกไฟไหม้และอยู่ระหว่างการฟื้นฟู จำเป็นต้องดำเนินการปลูกเสริมและอนุรักษ์ควบคู่กับการทำแนวกันไฟเพิ่มเติม ส่วนที่เปรียบเสมือน “กระทะ” คือพื้นที่ป่าชุมชนโดยรอบ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป่าชุมชนและประชาชนในพื้นที่
ทั้งสามส่วนนี้ มีรูปแบบการจัดการแตกต่างกัน พื้นที่ป่าดิบสมบูรณ์ต้องเน้นการป้องกันไฟอย่างเข้มงวด พื้นที่ฟื้นฟูเน้นการปลูกต้นไม้และป้องกันไฟควบคู่กัน ขณะที่ป่าชุมชนโดยรอบเน้นการจัดการเชิงป้องกันผ่านแนวกันไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ถนนกว้างประมาณ 6 เมตรเป็นแนวกันไฟธรรมชาติ พร้อมทั้งจัดการวัชพืชโดยอาสาสมัครในชุมชน
การดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นการจัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน ใช้งบประมาณไม่มาก เพราะมีการบริหารจัดการกันเอง คณะกรรมการป่าชุมชนมีการระดมทุน จัดหาอุปกรณ์ และวางแผนดูแลพื้นที่ด้วยตนเอง หากเกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงจึงจะประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม
ป่าชุมชนดังกล่าวยังเป็นแหล่งอาหารของคนในพื้นที่ เช่น หน่อไม้ เห็ด และพืชผักพื้นถิ่น ชุมชนจึงทำแนวกันไฟรอบพื้นที่ของตนเอง และมีอาสาสมัครคอยดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่ราบจะเน้นการจัดการใบไม้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี ตามแนวทางเกษตรยั่งยืน
ส่วนพื้นที่บนเขาจะเน้นการจัดการไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปลูกและอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่น เนื่องจากสภาพพื้นที่เอื้อต่อการเติบโตของไม้พื้นถิ่นเท่านั้น เช่น ยางนา หรือไม้ประจำถิ่นอื่น ๆ ไม้ต่างถิ่นมักไม่สามารถเติบโตได้ดี จึงต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติของพื้นที่ จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 และต่อเนื่องถึงปี 2563 เป็นต้นมา พบว่าระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัวในบางด้าน มีตัวชี้วัดหลายประการที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความสมบูรณ์ของป่าและสภาพแวดล้อมโดยรวม ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนจากพื้นที่จริง ไพบูลย์ บุญโยธา รองปลัดเทศบาลตำบลธาตุทอง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
สุขภาพที่เริ่มจากปลายแนวกันไฟ
มิติสาธารณสุขถูกดึงเข้ามาเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออก เพราะปัญหาฝุ่นควันคือปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจของคนทุกช่วงวัย
ในบทบาทการทำงานด้านสุขภาพ เรามองเห็นว่าปัญหา PM2.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต การเพาะปลูกทางการเกษตร รวมถึงผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงด้วย จึงเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตโดยรวม
บุศรา ศรีชัย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ย้ำถึงผลกระทบต่อมิติสุขภาพและวิถีชีวิตคนในชุมชนผ่านไฟและฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นโจทย์สุขภาพในทุกมิติ

ที่ผ่านมา สังคมมักพยายามหาสาเหตุและโยนความรับผิดชอบว่าเกิดจากไฟป่า จากการเผาในพื้นที่เกษตร หรือจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม จังหวัดชัยภูมิมีต้นทุนสำคัญ คือมีภาคีเครือข่ายที่เห็นความสำคัญของการจัดการปัญหา PM2.5 อย่างจริงจัง
เมื่อปีที่ผ่านมา จังหวัดชัยภูมิถูกระบุว่ามีจุดความร้อน (hotspot) สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ นับเป็นสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ในฐานะนักวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถนิ่งเฉยได้ อีกทั้งในบทบาทของการเป็นคณะทำงานสมัชชาสุขภาพจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” สำหรับการประสานความร่วมมือของภาคีต่าง ๆ จึงได้เชื่อมโยงการทำงานกับกลไกระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ
จังหวัดชัยภูมิได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์และป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญและมอบหมายให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นฝ่ายเลขานุการ พร้อมหน่วยงานหลักเชิงฟังก์ชัน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หน่วยไฟป่า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นฝุ่น PM2.5 ถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของจังหวัด นอกจากกลไกเชิงสั่งการและมาตรการควบคุมไฟป่าแล้ว ยังเห็นพลังของเครือข่ายท้องถิ่นที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน (ownership) และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างจริงจัง
จากข้อมูลปีที่ผ่านมา พบจุดความร้อนมากกว่า 4,000 จุด ขณะที่ปีปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 3,000 กว่าจุด สะท้อนแนวโน้มที่ดีขึ้น แม้ปัญหาจะยังไม่หมดไปก็ตาม สมัชชาสุขภาพจังหวัดจึงได้รวบรวมและผลักดันประเด็นดังกล่าวให้เป็นวาระของสมัชชาสุขภาพจังหวัด เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความต่อเนื่องในการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน อากาศจังหวัดชัยภูมิสะอาด ประชาชนหายใจได้เต็มปอดนะคะ บุศรา ศรีชัย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ






พลังชุมชนชนท้องถิ่นรับมือไฟ ฝุ่น อาสาดูแลป่าเพื่อลมหายใจ
“พลังชุมชนท้องถิ่น” เมื่อมารวมตัวกันในพื้นที่สื่อสารที่เปิดกว้าง ย่อมมีศักยภาพที่สามารถทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณและอำนาจรัฐส่วนกลาง เพื่อกอบกู้ลมหายใจและระบบนิเวศของอีสานให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง แม้ไม่ได้ในทันที แต่การเริ่มต้นในนาทีนี้ วันนี้ คือ เส้นทางสำคัญที่จะร่วมก่อรูปและโอบอุ้มพลังจากทุกภาคส่วนเข้ามาด้วยกัน
เพราะ “ลมหายใจรอไม่ได้” และการมีอากาศสะอาดหายใจ คือสิทธิพื้นฐานที่คนท้องถิ่นร่วมกันประกาศกร้าวผ่านพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ “พลังชุมชนท้องถิ่น” ในกรณีไฟและฝุ่น จึงไม่ใช่เพียงพลังการปฏิบัติการภาคสนาม แต่คือพลังในการผลิตความหมายใหม่ให้กับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรบนฐานความร่วมมือจากทุกคนที่ต้องมีอากาศสะอาดเพื่อลมหายใจ