“ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตก แทนการหาปลา” ภาพสะท้อนสายน้ำและวิถีชีวิตผู้คนสองริมโขง ภายใต้​พลวัตข้ามพรมแดน

เรื่อง : สกุลรัตน์ สองจันทร์ ภาพ : มิ่งขวัญ ถือเหมาะ

แม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ เป็นที่พึ่งคอยหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนทั้งสองริมฝั่งโขง แต่ปัจจุบันกลับไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือเส้นทางคมนาคมเท่านั้น แต่สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร วัฒนธรรม และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงประชากรกว่า 300 ล้านคนในภูมิภาคอาเซียนและลุ่มน้ำโขงตอนบน  แม่น้ำที่มีความยาวกว่า 4,800 กิโลเมตรสายนี้ ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยแต่ละช่วงของลำน้ำมีลักษณะทางกายภาพและนิเวศวิทยาที่เฉพาะตัว ทว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น  

​เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดวงเสวนาและกิจกรรมอบรมทักษะการผลิตสื่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในการสร้างสื่ออย่างสร้างสรรค์ ผ่านคำจำกัดความภาพจำของแม่น้ำโขงในหลากหลายบริบท เช่น วิถีชีวิตคนริมฝั่ง ระบบนิเวศแหล่งน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร ปัญหามลพิษทางน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้บทสนทนาภายในเวทียังมีการสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของแต่ละภาคส่วน ตั้งแต่นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ ไปจนถึงการสะท้อนบทบาทของเยาวชนในฐานะผู้ที่เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำสายสำคัญ ภายใต้ความเป็นพลวัตและความท้าทายในหลายมิติ 

ซาวอีสานจึงอยากชวนผู้อ่านมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและอัปเดตสถานการณ์ ผ่านมุมมองที่หลากหลายจากวงเสวนาครั้งนี้ รวมไปถึง การร่วมกันกับหนดบทบาทและหน้าที่สำคัญของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อต่อยอดความเข้าใจและร่วมกันมองหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน

วงเสวนากิจกรรมอบรมทักษะการผลิตสื่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนคนรุ่นใหม่

ผลกระทบในเชิงระบบและ​วิกฤตการณ์มลพิษข้ามพรมแดน

ภายใต้​พลวัตหรือความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงนั้น ในปัจจุบันมันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยวัฏจักรตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันกลับถูกกำกับด้วยระบบการบริหารจัดการน้ำผ่านเขื่อนไฟฟ้า ทั้งบนลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขา  กลไกการทำงานของเขื่อน คือการกักเก็บและปล่อยน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เกิดเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้น้ำในแม่น้ำโขง ขึ้นลงผิดปกติและไม่เป็นตามช่วงฤดูกาล สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูระบบนิเวศและวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ตลอดจนผู้คนทั้งสองริมฝั่ง

ว่าที่ ร.ท.อำนาจ บำรุงแนว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ว่า ในช่วงหน้าแล้ง ความเปลี่ยนแปลงจะยิ่งชัดขึ้นเมื่อแก่งหินหรือดอนทรายที่เคยเป็นทั้งที่พักผ่อนและแหล่งประมงหายไปหรือเกิดขึ้นไม่เป็นเวลา ซึ่งจะกระทบต่อวิถีชีวิตและความเชื่อของคนในชุมชน จากที่เคยใช้เครื่องมือพื้นบ้านหาปลา ทุกวันนี้กลับหาปลาได้ยากขึ้นกว่าในอดีต แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำถูกกัดเซาะจนเสื่อมโทรม บีบให้ผู้คนต้องดิ้นรนปรับตัว เช่น ชาวประมงที่เชียงคานต้องผันตัวมาทำอาชีพพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมพระอาทิตย์ตก แทนการหาปลา ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งโขง หรืออาจไกลออกไปถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในประเทศเวียดนามที่น้ำทะเลหนุนสูงจนความเค็มรุกเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ฤดูกาลบิดเบี้ยว และกระทบต่อชนิดพันธุ์พืชและปลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือ การลดลงของปริมาณตะกอนที่มักจะไหลมาตามน้ำ โดยปกติแล้วตะกอนเหล่านี้จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและเป็นแหล่งอาหารของปลา ในบางพื้นที่พบการลดลงของตะกอนร้อยละ 50 ถึง 80 ส่งผลให้น้ำโขงมีสีที่ใสขึ้น เป็นสภาวะที่น้ำขาดสารอาหาร ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบน จำนวน 12 แห่ง ที่สามารถในการกักเก็บน้ำได้มากกว่าร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำหลากทั้งหมด  ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ประเทศทางตอนล่าง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง  ในขณะที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างเอง มีการขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างรวดเร็ว  ซึ่งหากโครงการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ ปริมาณตะกอนดินที่จะไหลลงสู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 97 เมื่อเทียบกับสภาวะธรรมชาติตามปกติ และจะนำไปสู่ความล้มเหลวของภาคเกษตรกรรมและการรุกตัวของน้ำเค็มที่จะทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศเวียดนามและแหล่งอาหารสำคัญของโลก  

ว่าที่ ร.ท.อำนาจ บำรุงแนว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู

​นอกจากปัญหาเรื่องระดับน้ำผันผวนแล้ว แม่น้ำโขงยังกลายเป็นพื้นที่รองรับมลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะขยะพลาสติกและมลพิษจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน จึงไม่แปลกที่แม่น้ำโขงจะติด 1 ใน 10 แม่น้ำที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทร มากที่สุดของโลก ในปี 2566 พบว่าประเทศในลุ่มน้ำโขงมีการผลิตขยะพลาสติก รวมกันกว่า 8 ล้านตัน โดยขยะเหล่านี้ประกอบด้วยขวดพลาสติก ถุง และโฟมในสัดส่วนร้อยละ 70-90  ความน่ากังวลอยู่ที่ไมโครพลาสติก ซึ่งแตกตัวและปนเปื้อนทั้งในดินตะกอน ไปจนถึงสะสมอยู่ในตัวของปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรในภูมิภาค  

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวในวงเสวนาว่า ตนได้มีการสำรวจพบขวดพลาสติกที่มีฉลากน้ำจากทั้ง 6 ประเทศในลุ่มน้ำโขงที่ลอยมาสะสมกัน ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งปัญหาด้านขยะ มลพิษจากการทำเหมืองแร่และสารพิษสะสม รวมถึงปัญหาความมั่นคงทางทรัพยากร โดยเฉพาะบริเวณในพื้นที่ต้นน้ำและแม่น้ำสาขา

“สองปีก่อนไปสำรวจและทำคลิป ตอนที่แม่น้ำโขงท่วม ขยะเยอะมาก ลอยมาเป็นแพเลย ลองเก็บขวดพลาสติกขึ้นมานับ ปรากฏว่ามีครบ 6 ชาติ และติดใจตรงที่แม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในสิบแม่น้ำของโลกที่มีขยะไหลลงมหาสมุทรมากที่สุด ”

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน

อ้อมบุญ กล่าวเสริมว่า ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของกระแสน้ำหรือทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวงจรปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชน ที่บางครั้งต้องจำใจละทิ้งการเรียน ในสภาพสังคมที่บีบคั้นทำให้เกิดปัญหาลูกโซ่ ทั้งความเครียดในครอบครัวไปจนถึงปัญหายาเสพติด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความผูกพันของคนกับโขงมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กรณีริมหาดจอมมณีที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เคยสร้างรายได้เกือบหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันความผันผวนของระดับน้ำและการจัดการพื้นที่กลับทำให้พท้นที่บริเวณหาดหายไป อาชีพที่เคยหล่อเลี้ยงพ่อค้าแม่ค้าบิเวณริมฝั่งโขงจึงเริ่มไม่มั่นคง กระทบต่อสิทธิในการทำมาหากินและวิถีชีวิต ดังเช่น จังหวัดอื่น ๆ ที่ติดแม่น้ำโขง อย่างเชียงคานหรือโพธิ์ไทร

“ความผันผวนของแม่น้ำโขง การพึ่งพาไม่เป็นไปตามอดีต เดาใจกันไม่ได้ หาปลาไม่ได้ สูญเสียพื้นที่ปลูกผักริมโขง นักท่องเที่ยวที่เคยจะมาดูอันซีนของเมืองหนองคายก็หายไป ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด”

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา
อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน

​พลังเยาวชนกับการใช้สื่อสร้างสรรค์และการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ดารารัตน์ วีระพงษ์ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความหวังใหม่ ผ่านกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยระบุว่า ประเด็นแม่น้ำโขงกำลังถูกยกระดับเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปีของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยแผนงานปี 2026–2030 ที่เพิ่งอนุมัติไปนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เน้นย้ำบทบาทของเยาวชนไว้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก เพราะเยาวชนถือเป็นกลุ่มคนอีกหนึ่งกลุ่มที่ต้องลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง

ดังนั้นการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการเวิร์กช็อปข้ามพรมแดน ทั้งการอบรมตรวจวัดคุณภาพน้ำที่หลวงพระบางและเวียงจันทน์ เป็นโอกาสสำคัญที่คนรุ่นใหม่จะได้สร้างเครือข่ายระดับนานาชาติร่วมกับเพื่อนอีก 4 ประเทศ เพื่อนำข้อมูลและความเห็นไปสะท้อนบนเวทีวันแม่น้ำโขง ในวันที่ 5 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เสียงของพวกเขาจะถูกรับฟังในฐานะผู้กำหนดชะตากรรมของลุ่มน้ำที่ตนเองต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อ

ฐิติวัฒน์ สายวร นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เน้นย้ำถึงกระแสความเคลื่อนไหวในระดับสากลว่า ตลอดช่วง 6–7 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของเยาวชน โดยยึดหลักการว่าเยาวชนคือผู้นำที่ต้องขับเคลื่อนและมองไปสู่การลงมือทำถือเป็นหัวใจสำคัญที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง เพราะโลกใบนี้และทรัพยากรที่มีอยู่คือมรดกที่คนรุ่นใหม่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีกยาวนาน ดังนั้นเยาวชนควรเข้ามามีบทบาทในการฝึกฝนและร่วมกำหนดเจตจำนงของพวกเขาเองด้วย 

โดยในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนนั้น ​อย่างแรกคือการใช้โซเชียลมีเดียในการจัดการข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร หรือการสร้างสรรค์สื่อให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพราะข้อมูลเชิงวิชาการมักมีการใช้ภาษาที่ซับซ้อน เยาวชนจึงจำเป็นต้องมีทักษะที่จะย่อยข้อมูลเหล่านั้นให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น

อย่างที่สองคือทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ หรือการคิดวิเคราะห์ เช่น การรู้จักตั้งคำถามหรือตรวจสอบค้นหาแหล่งที่มาของข้อมูล รวมถึงศึกษาผลกระทบที่อาจส่งผลหรือเกี่ยวข้องกับตนเองด้วย ทักษะนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง การรู้เท่าทันข่าวสาร และสามารถนำข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้ประโยชน์ได้ ผ่านการเชื่อมโยงกับมิติสิทธิมนุษยชน หรือการนำหลักการ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นจุดตั้งต้น 

“หากเป็นเรื่องแม่น้ำโขง สมมติว่าเราใช้น้ำประปาอยู่ทุกวัน แล้วมีใครมาปิดน้ำ เราจะรู้สึกอย่างไร หรือถ้าเราไปสร้างความเสียหายที่บ้านคนอื่น แล้วบอกว่าไม่ใช่บ้านเรา เราไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนั้นย่อมไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นได้จากมุมมองใกล้ตัว ปรับทัศนคติของเราให้ตระหนักว่าการกระทำของเราส่งผลต่อผู้อื่นอย่างไร นี่คือหลักสำคัญของสิทธิมนุษยชน”

ฐิติวัฒน์ สายวร นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ฐิติวัฒน์ สายวร นักวิชาการสิทธิมนุษยชนชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บทบาทสำคัญของเยาวชน กับการสื่อสารเพื่อความยั่งยืน

“คำถามคือเราจะทำอะไรได้บ้าง ทั้งในระดับนโยบายที่ดูแลโครงสร้างขนาดใหญ่ และในระดับประชาชนหรือผู้ผลิตสื่อ เราจะบอกเล่าเรื่องราวอย่างไร จะนำเนื้อหาวิชาการ ตัวเลขยาก ๆ มาย่อยอย่างไรให้พ่อแม่พี่น้องเข้าใจได้”

ว่าที่ ร.ท.อำนาจ บำรุงแนว

​ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อน บทบาทของเยาวชนในการเป็น นักสื่อสารและผู้เฝ้าระวัง กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเชื่อมโยงข้อมูลและนำด้านวิชาการมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมในแต่ละพื้นที่  ในกิจกรรมนอกจากจะมีการฝึกอบรมเยาวชนให้พร้อมสำหรับการผลิตสื่อแล้ว ยังมีการกำหนดบทบาทของเยาวชนไว้ในการวางแผนกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรม ​การผลิตสื่อสารคดีสั้นเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำ และผลกระทบที่พวกเขากำลังเผชิญ  รวมถึงฝึกให้เยาวชนรู้จักวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารท่ามกลางภาวะข่าวลวงเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องสู่ชุมชน 

ธีระพงษ์ พิทักษ์ศฤงคาร อาจารย์ประจำสาขาวิชา ดิจิตอลอาร์ต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของคนทำสื่อและคนรุ่นใหม่คือการทำให้คนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือคนที่อยู่ห่างไกลได้เข้าใจว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว การทิ้งขยะหรือการปล่อยสารเคมีลงสู่ลำน้ำแม้เพียงเล็กน้อยในจุดหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อแม่น้ำนานาชาติสายนี้อย่างมหาศาล ดังนั้นยุทธศาสตร์ร่วมกันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการที่ยากและซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ย่อยง่ายแต่ยังคงความถูกต้องแม่นยำ เพื่อจุดประกายให้คนในท้องถิ่นและคนทั่วไปเกิดความตระหนักและก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรของตนเอง ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนจะสื่อสาร จึงเป็นภารกิจที่ท้าทาย 

“มีโจทย์มีเนื้อหามากมายที่น่าสนใจ ให้เยาวชนสามารถเลือกได้ทั้งข้อมูล องค์ความรู้ กลับไปมองว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไรและมีส่วนร่วมอะไรได้บ้าง”

ธีระพงษ์ พิทักษ์ศฤงคาร อาจารย์ประจำสาขาวิชา ดิจิตอลอาร์ต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา กล่าวเสริมถึงบทบาทของเยาวชนว่า ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นนักสื่อสารมืออาชีพ ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ จริยธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล เพื่อนำองค์ความรู้และบทบาทเหล่านี้มาใช้เป็นกระบอกเสียงให้แก่ชุมชน  หัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้คือการมองภาพรวมให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ครอบคลุมทั้งการผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และการเจาะลึกไปถึงประเด็นระดับโครงสร้างอย่างเรื่องพลังงานไฟฟ้า

เธอเล่าว่า เหตุผลที่ต้องหยิบยกเรื่องแม่น้ำโขงขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกับคนไทยทั้งประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อระบบการจัดการพลังงาน โดยเฉพาะการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าที่ผูกพันยาวนานในระยะเวลา 20–30 ปี ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นเรื่องเขื่อนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเรื่องของกลุ่มทุนไทยที่ข้ามไปลงทุนใน สปป.ลาว จนทำให้ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่รองจากจีน ซึ่งขณะที่บริษัทเหล่านี้เติบโตและสร้างกำไรมหาศาล แต่พี่น้องชุมชนริมฝั่งโขงกลับต้องเผชิญกับวิกฤต ทั้งการสูญเสียที่ดินทำกินและบ้านเรือนที่พังเสียหาย โดยที่พวกเขาแทบไม่รู้เลยว่าจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากใคร

ซึ่งผลกระทบเหล่านี้แผ่ขยายไปถึง มิติความมั่นคงระดับรัฐ ที่ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนและการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ ทุกมิติของปัญหาจึงร้อยเรียงเข้าด้วยกันในมิติที่ซับซ้อน บทบาทของสมาคมหรือองค์กรขนาดเล็ก จึงมุ่งเน้นไปที่การลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูล ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อสื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นออกสู่สาธารณะ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ และอาศัยการผนึกกำลังจากทั้งภาควิชาการ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและคืนความเป็นธรรมให้แก่ทรัพยากรและผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่าง MRC ที่อาจมีข้อจำกัดด้านระเบียบกติกาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้การแก้ไขปัญหาด้านผลกระทบข้ามพรมแดนไม่เป็นไปตามอย่างที่ควร บทบาทสำคัญในฐานะภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษา คือการช่วยเติมเต็มในช่องว่างและยกระดับศักยภาพของเยาวชนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เช่น การฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในเวทีสากลและสามารถพูดคุยกับเพื่อนบ้านทั้ง 4 หรือ 6 ประเทศในลุ่มน้ำโขงในอนาคต 

ธิติยาพร สุขะ ประธานสมาคมเยาวชนฮักแม่น้ำโขง ในฐานะตัวแทนเยาวชน กล่าวเพิ่มเติมถึงบทบาทของคนรุ่นใหม่ว่า แม้เสียงเล็กๆ เพียงเสียงเดียว อาจไม่ช่วยให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนและยากที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้ารวมพลังของเยาวชนรอบข้างให้กลายเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งได้ เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการมองกลับมาที่ชุมชนของตนเองและรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ส่งผลต่อปากท้องของคนในชุมชน ​และเชิญชวนเยาวชนผู้มีหัวใจเดียวกันมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ สมาคมเยาวชนฮักน้ำโขง เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายสายสัมพันธ์ เชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนเยาวชนในอีก 5–6 ประเทศลุ่มน้ำโขงตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งหวังไว้ 

“ถ้าสามารถรวมเสียงของเยาวชนรอบข้างให้เป็นกลุ่มหรือเป็นเครือข่ายได้ เสียงนั้นจะมีพลังมากขึ้น เชิญชวนให้เพื่อน ๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมเยาวชนฮักน้ำโขง เพื่อสร้างเครือข่ายและอาจได้ไปเยี่ยมเยาวชนในอีก 5–6 ประเทศ อย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ อนาคตไม่ได้อยู่ไกล แต่เริ่มตั้งแต่วันนี้และวันพรุ่งนี้”

ธิติยาพร สุขะ ประธานสมาคมเยาวชนฮักแม่น้ำโขง

นอกจากนี้ ดารารัตน์ ได้กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนก้าวสู่การเป็น Active Citizen ผ่านแอปพลิเคชัน One Mekong ซึ่งภายในแอปพลิเคชัน จะมีการให้ประชาชนส่งข้อมูลเมื่อพบสถานการณ์ผิดปกติในพื้นที่ของตนเอง เช่น น้ำท่วม ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำหรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน ผู้ใช้งานสามารถรายงานข้อมูลได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งตรงสู่ส่วนกลาง และมีเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง แอปดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ร่วมกันในประเทศลุ่มน้ำโขง ทำให้ข้อมูลจากภาคสนามที่ประชาชนบันทึกและส่งเข้า นำมาปักหมุดลงบนแผนที่ เพื่อขยายภาพรวมของสถานการณ์ที่ชัดเจน ไปจนถึงการนำข้อมูลจากการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขง ผ่านศูนย์การเรียนรู้และ Visitor Center ของ MRC ที่มีการเก็บข้อมูล ทั้งเรื่องระบบน้ำ ความหลากหลายของปลา ระบบนิเวศ ตลอดจนประเด็นความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยที่ผ่านมามีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญกับเยาวชน ให้สามารถนำไปปรับใช้กับการทำสื่อของตนเองในอนาคตได้