เรื่อง กัลยกร มั่นคง
“ถ้าประเทศไทยให้ความสบายเราไม่ได้ บางทีประเทศอื่นอาจจะให้เราได้” สำหรับวัยรุ่นไทยหลายคน Work and Travel ไม่ใช่แค่โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือการไปท่องเที่ยวเพื่อถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียลมีเดีย แต่มันคือ ตั๋วใบเดียว ที่เดิมพันด้วยเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัว และความหวังที่จะได้ออกไปสัมผัสคุณภาพชีวิตในประเทศที่คำว่า ค่าแรงขั้นต่ำ สามารถเลี้ยงดูชีวิตได้จริง แต่ในโลกความเป็นจริงที่อยู่ไกลบ้านกว่าหมื่นกิโลเมตร… แต่ภาพฝันมักถูกขัดจังหวะด้วยบทเรียนราคาแพงนี่คือบันทึกชีวิตของ ‘เจนนี่-ชลลดา เทียบมาก’ เด็กสาววัย 21 ปีจากอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ด้วยความไฝ่รู้และสามารถพูดได้ 4 ภาษา แต่กลับต้องเผชิญกับเพดานค่าแรงชั่วโมงละ 50 บาทในขณะที่เรียนอยู่รั้วมหาวิทยาลัย ความบีบคั้นทางการเงินผลักให้เธอและแม่ตัดสินใจทุ่มเงิน 200,000 บาท เพื่อแลกกับการบินลัดฟ้าสู่ ‘มินิโซต้า’ สหรัฐอเมริกา เพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ และงานที่สามารถสร้างรายได้ให้มากพอที่จะใช้ชีวิต หรือ คุ้มค่ากับแรงงานที่ลงไป
บันทึกการเดินทางของ เจนนี่ เด็กสาวจาก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ในมินิโซต้า สหรัฐอเมริกา
มากกว่าความฝัน คือ สถานการณ์จริงที่ได้พบเจอ ไม่เพียงแค่ระบบภาษีที่จับต้องได้ หรือค่าแรงที่ทำให้คืนทุนได้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แต่อีกด้านของสังคมย่อมมีมุมมืดเสมอ เจนนี่ เด็กสาวจากไทยแลน์ ต้องเผชิญกับด้านมืดทั้งการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) ในสังคมอเมริกา ที่ยังคงมีอยู่ เรื่องสวัสดิการสุขภาพที่เอื้อมไม่ถึงจนต้องท่องคาถา ‘ห้ามป่วย ห้ามตาย’ และการเอาตัวรอดในชุมชนเอเชียที่ทำให้เธอเข้าใจความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในมุมมองใหม่ เมื่อบทเรียนที่แพงที่สุดไม่ใช่ค่าตั๋วเครื่องบิน แต่คือการหยัดยืนในโลกที่แตกต่าง นี่คือเรื่องราวของเธอ…
ลูกอีสานกับความฝันในต่างแดนด้วยวีซ่า Work and Travel
เจนนี่ ชลลดา เทียบมาก วัย 21 ปี หญิงสาวลูกอีสานจากจังหวัดขอนแก่น ที่หอบเอาความฝันจากดินแดนที่ราบสูงบินลัดฟ้าสู่รัฐมินิโซต้า สหรัฐอเมริการ โดยวีซ่า Work and Travel USA วีซ่าประเภทแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม J-1 Visa สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี-โท อายุ 18-28 ปี เพื่อทำงานชั่วคราวในช่วงปิดเทอม (3-4 เดือน) และท่องเที่ยวต่อได้อีก 30 วัน ด้วยความฝันที่จะพลิกชีวิตให้อยู่ดีกินดี ยกระดับฐานะและรายได้ กับความคิดที่วนเวียนอยู่ในใจคล้ายกับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยหลายคนที่คิดเสมอว่าถ้าในประเทศไทยให้ความ สบายแก่เราไม่ได้ประเทศอื่น อาจจะให้เราได้ เธอเชื่อว่ายิ่งสื่อสารได้หลายภาษายิ่งได้เปรียบคนอื่น ถึงแม้แม่จะมีแรงส่งเธอเรียนแค่โรงเรียน เล็กๆ ภายในหมู่บ้านที่มีบุคลากรแทบจะไม่เพียงพอ แต่เธอก็ไม่หมดหวัง ทำให้เธอตั้งใจเรียนจนพูดได้ 4 ภาษา ทั้งไทย อังกฤษ จีนและญี่ปุ่น

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยมหาลัย เธอได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในคณะวิทยาลัยนานาชาติ สาขาการจัดการการท่องเที่ยว เจนนี่ เป็นคนชอบเล่าเรื่องราวชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนและชื่นชอบในการใช้ภาษา คุยกับชาวต่างชาติที่หลากหลาย ด้วยความที่ต้นทุนเธอมีน้อยชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เธอต้องทำงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระแม่เป็นประจำ ค่าแรงของเธอมากสุดเพียงแค่ชั่วโมงละ 50 บาท ทั้งยังโดนนายจ้างจ่ายค่าแรงน้อยกว่าที่เธอควรจะได้อย่างมาก ทั้งที่ต้องทำงานหนักเท่าพนักงานประจำ เพียงเพราะเธอเป็นนักศึกษา ทำให้เธอคิดว่า อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องลองออกจากกรอบ และตัดสินใจทำในสิ่งที่ใหญ่ขึ้นที่การพุ่งเป้าไปที่วิซ่า “Work and Travel” ของสหรัฐอเมริกา คือ เป้าหมายและความฝันที่เธอมองว่านี่คืออีกหนทางที่จะเปลี่ยนชีวิตได้ จากชีวิตที่ต้องทำอะไรซ้ำไปมาทุกวัน จากค่าแรงพาร์ทไทม์ ที่ไม่เคยคุ้มค่า เมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่ 3 ในช่วงเวลาก่อนการเปิดภาคการศึกษา เจนนี่ตัดสินใจบินลัดฟ้าไป Work and Travel ที่รัฐมินิโซต้า สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนเก็บออมไว้และเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดของครอบครัวที่มีอยู่ทั้งหมด 200,000 บาท เพราะเหตุผลเพียงอย่างเดียวคืออยากหาช่องทางหลุดพ้นความลำบากยากจน ที่ประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีคุณภาพชีวิตและค่าครองชีพต่างจากไทยอย่างชัดเจน ค่าเงินต่างกันหลายเท่าตัว การใช้ชีวิตต่างกัน ทุกอย่างดูใหญ่โตและเป็นระบบมากในสายตาเด็กอายุ 21 การยอมเสี่ยงในครั้งนี้จะทำให้เธอ ได้เห็นโลกในมุมใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
งานแรกในมินิโซต้า หลังบินลัดฟ้ามาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ได้เป็นเหมือนดั่งภาพที่วาดฝัน
งานแรกที่รัฐมินิโซต้า สหรัฐอเมริกา คือ การทำงานในโรงแรม เริ่มต้นใหม่ในฐานะเด็กที่ไม่เคยทำงานมาก่อนและยังอยู่ในสถานะนักศึกษาไ ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่วาดฝันและจินตนาการเอาไว้ เป็นการเริ่มต้นด้วยการไต้องเจอคนกับแปลกหน้า บรรยากาศการทำงานและวัฒนธรรมการสื่อสารแบบตรงไปตรงมาที่แตกต่างจากที่ประเทศไทย แน่นอนสิ่งที่คนเอเชียต้องเจอเมื่ออยู่ต่างประเทศ คือ การ “โดนเหยียดเชื้อชาติ” แม้จะเตรียมใจมา และหาข้อมูลมาไม่น้อย แต่เจนนี่ก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่เจอมันแย่สำหรับเธอมากจริงๆ สำเนียงภาษาในการสื่อสารถึงจะเหมือนหรือใกล้เคียงเจ้าของภาษามากแค่ไหน แต่ด้วยโทนสีผิว หน้าตา รูปร่างที่มีความเป็นชาวเอเชีย เพียงมองก็รู้ว่ามาจากที่ใด
ในทุกวันเธอต้องโดนลูกค้าที่แตกต่างทางเชื้อชาติที่โรงแรมล้อเลียนด้วยความกวน แบบที่คนไทยไม่ค่อยทำกัน เช่น การแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเมื่อเธอพูดภาษาอังกฤษ แกล้งพูดภาษาจีนใส่หรือแม้แต่ทำเสียงล้อเลียนสำเนียงของเธอ แรกๆ เจนนี่เลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับผู้คนเหล่านี้โดยตรง แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็เลือกที่จะสู้กลับ โดยการพูด ตรง ๆ ว่าเธอเป็นคนไทยไม่ใช่คนจีน และพยายามก้าวผ่านกลุ่มคนที่เข้ามาดูถูกสำเนียงของเธอถึงแม้เขาเหล่านั้น จะล้อเลียนอยู่นานแค่ไหนก็ตามหรือในบางคนจะถามกลับด้วยภาษาอังกฤษเลยว่าพวกเขาต้องการอะไรจากเธอ เมื่อเห็นว่าเธอนั้นไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือสามารถตอบโต้พวกเขาก็จะถอยห่างและไม่กล้ามาล้อเลียนอีก เธอได้เรียนรู้ว่าถ้าเรา “สู้กลับ” เขาจะให้ความเคารพเรามากกว่า ช่างต่างจากคนไทยที่มักเลี่ยงการเผชิญหน้า โดยตรงซึ่งทำให้รู้สึกว่าความตรงไปตรงมาก็มีข้อดี เพราะมันทำให้เรื่องร้ายแรงถูกจัดการโดยง่ายด้วยการพูดคุย

เจนนี่ ชลลดา เทียบมาก เล่าให้เราฟังว่า ทำที่ไทยไม่ได้ คนไทยมีปืน เป็นการพูดในมุมมองเชิงล้อเลียนสังคมแต่ภาพนั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น คนที่เธอเคยเจอที่ไทยถ้าหากพูดตรงไปตรงมากับพวกเขามากเท่าใด ยิ่งทำให้ปัญหาที่มีต่อกัน ทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นแม้จะผ่านไปนานนับเดือน ชีวิตการทำงานของเจนนี่ในเมืองใหญ่ก็แสนจะหนักหนาจนแทบไม่มีเวลาคิดถึงบ้าน ความเครียดที่มีจากการทำงานทำให้หลายครั้งต้องออกไปดื่ม ช็อปปิ้ง หรือร้องคาราโอเกะ กฎเหล็กของเธอตอนที่ทำงานที่นี่ คือ “ห้ามป่วย ห้ามตาย” เพราะค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างแพง เพียงแค่ถอนฟันคุดเพียงซี่เดียวราคาก็เทียบเท่ากับเงินราวหนึ่งหมื่นห้าพันบาทไทย เธอใช้ชีวิตโดยการนำยาไปจากประเทศไทยเต็มกระเป๋าและพยายามดูแลตัวเองตลอดเวลา แต่ถึงจะยุ่งเพียงใดก็ไม่ลิมที่จะคิดถึงเมืองไทยบ้านเกิดเมืองนอนที่อีสาน โดยเฉพาะในยามที่หิว เพราะอาหารไทยหายากและแพงเหลือเกิน เพียงแค่ผัดกระเพราจานละ 40 บาท ที่ไทย ในอเมริกาจานหนึ่งก็ราคาถึง 1,600 บาท จะกินสักครั้งต้องรอวันที่เงินเดือนออก หรือไม่ก็ต้องทำกินเองพอให้หายคิดถึงบ้านบ้าง เจนนี่ เล่าว่า ค่าครองชีพที่นี่สูงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าอาหารการกิน และค่ารักษาพยาบาลที่แตกต่างจากบ้านเรามาก และอีกสิ่งที่เป็นภาพสะท้อนมุมมองทางสังคมได้ดี คือ ที่รัฐมินิโซต้า ข้างของสินค้าแบรนด์เนมนั้นมีราคาถูกกว่าที่ไทยมาก
ชุมชนคนเอเชีย แหล่งพึ่งพิงและความอุ่นใจในที่ทำให้ได้มาเจอกันอีกฝากของซีกโลก
เจนนี่ ชลลดา เทียบมาก กล่าวว่า คนที่นี่มีกำลังทรัพย์ที่จะจ่ายให้กับของที่แพง ภาษีที่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาษีถูกจัดเก็บ ไปเพื่อพัฒนาเมืองให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างครบถ้วน ถึงแม้จะเป็นรัฐเล็กก็ตาม ค่าครองชีพแม้สูงมากเพียงใด แต่ค่าแรงที่ได้ค่อนข้างเหมาะสมกับ ค่าครองชีพถึงเป็นอาชีพที่เคยเห็นว่าพวกเขามีรายได้น้อยในไทย แต่ในประเทศนี้พวกเขาสามารถเลี้ยงดู คนในครอบครัวและซื้อของราคาแพงได้ ทำให้เริ่มเข้าใจว่าทำไมที่นี่จึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อภาษีที่แพงถูกนำไปใช้อย่างจริงจังจนทำให้สังคมเติบโต แม้บางพื้นที่จะห่างออกไปจากความเป็นเมืองหรือพื้นที่ชนบทภาษีจะแพงขึ้น แต่ระบบการดูแลประเทศก็ยังชัดเจนกว่าไทยมาก
ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร เมื่อเพื่อนของเจนนี่เดินทางมาจากประเทศไทยเพื่อทำงานกับเธอที่นี่ ด้วยรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ที่เพียงมองผ่านก็รู้ว่านี่คือชาวเอเชีย ค่ำคืนหลังเลิกงาน เพื่อนของเจนนี่ได้ถูกผู้ชายผิวดำสะกดรอยตาม เพียงเพราะว่าเขาแอบชอบเธอ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการคุกคามเธอ ทำให้เกิดความหวาดกลัวจนเจนนี่ต้องมารับทุกวัน เพียงไม่กี่วันสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น ชายผิวดำคนนั้นตั้งใจวิ่งตามเพื่อนของเจนนี่ เพื่อจะเข้าถึงตัวให้ได้เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสองตกใจกลัวจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคนที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง เป็นโชคดีของเธอที่ได้รู้ว่าคนในปั๊มนั้นมีภรรยาเป็นชาวลาว ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสองคนอุ่นใจขึ้นมา และในต่อมาได้รู้ว่าที่นี่มีชุมชนเล็กๆอยู่ ผู้อยู่อาศัยเป็นชาวเอเชีย หรือ
“ชุมชนชาวเอเชียในมินนิโซตา” ทุกครั้งที่กลับจากที่ทำงานคนในปั๊มก็จะมาช่วยดูทางให้เธอและเพื่อนว่าปลอดภัยจากชายผิวดำคนนั้นไหม เป็นความช่วยเหลือและคอยช่วยกันดูแลเอาใจใส่คนบ้านเดียวกัน มันเป็นเรื่องน่ายินดีที่การเจอเรื่องราวในครั้งนี้ทำให้ได้รู้จักชาวลาว ชาวม้ง และชาวเอเชีย อีกหลายกลุ่ม

ชีวิตที่ต้องดำเนินไป จากความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น การได้รู้จักและรับรู้ว่าที่นี่มีคนจากภูมิภาคเดียวกันอาศัยอยู่ มีชุมชน มีตลาดที่เป็นตลาดนัดคนเอเชีย สิ่งเหล่านี้ได้คอยปลอบปะโลมใจให้คลายความคิดถึงบ้าน และช่วยเติมกำลังใจในการทำงานของนักศึกษาลูกอีสานคนนี้ได้เป็นอย่างดี จากคนไม่รู้จักกันมาก่อนเพียงรู้ว่ามาจากเอเชีย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากคนที่เคยให้ความช่วยเหลือในวันนั้น วันนี้คือพี่สาวชาวลาวที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนสนิทสนมกัน มีชุมชนที่รวมกลุ่มคนบ้านเดียวกันให้ได้อาศัยเหมือนบ้าน เพราะการใช้ชีวิตของคนเอเชียที่นี่ไม่ต่างจากวิถีชีวิตที่บ้านเราเลย โดยเฉพาะที่ประเทศไทย มองลึกลงไปสำหรับในรัฐมินนิโซตา มีชาวม้งซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอยู่ที่นี่จำนวนมาก จนเกิดเป็นชุมชนชาวม้ง ชื่อ “Hmong Village” มีตลาดนัดเอเชีย สินค้าที่ขายส่งตรงลัดฟ้ามาจากเอเชียเช่นเดียวกับผู้คน ที่สำคัญตลาดที่นี่มีของมาจากอีสานบ้านเฮาอีกด้วย เจนนี่ เล่าว่า ถึงแม้สิ่งของที่นี่มักจะมีมูลค่าสูง แต่ก็มีความเหมาะสมกับค่าแรงที่ได้รับ มีค่าตอบแทนที่สูงเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และเหลือเก็บออมสำหรับอนาคตเพื่อนำเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวกลับไปคืนให้แม่ที่ถูกนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมา Work and Travel ที่สหรัฐอเมริกาในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ระยะเวลาและเงินที่ได้ต่อจากนี้ เธอคิดว่ามันคือกำไรและค่าประสบการณ์ “ไม่อดทนก็อดตาย อย่าเครียดจนหมดสนุก ชีวิตต้อง Enjoy เท่านั้น ใช้เวลาที่มีไปกับประสบการณ์ ไม่ใช่ความผิดหวัง”
การอาศัยอยู่ที่นี่เจนนี่ได้ลองทำงานหลากหลายพร้อมกัน โดยไม่พักให้ตนเองได้มีวันหยุดมากเท่าที่ควร เธอได้ค่าแรงต่อหนึ่งงานที่ทำประมาณ 200-400 บาท ต่อชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับนายจ้าง ระยะเวลาที่ทำ และไม่รวมทิปที่ได้ในแต่ละวัน ทำให้ในแต่ละเดือนเธอมีเงินเดือนหลักแสนบาท หรือบางเดือนมากกว่า แม้จะหักค่าอาหารและค่าห้องที่ต้องการกับเพื่อนต่อเดือนออกแล้วก็ยังเหลือเงินเก็บเป็นจำนวนหลายหมื่นบาท ปัจจุบันถึงแม้ไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วเพราะเธอต้องกลับมาเรียน แต่ในการฝึกงานเธอก็ยังเลือกที่จะหาประสบการณ์การทำงานเพิ่มเติมโดยเลือกไปฝึกงานที่โรงแรมชื่อดังในจังหวัดภูเก็ต เจนนี่มีแผนอนาคตที่จะพัฒนาตนเองทั้งในด้านภาษา การทำงานบริการ เพื่อหวังว่าจะได้กลับไปทำงานที่ต่างประเทศอีกครั้งในอนาคต

แม้จะเสียดายว่าที่ผ่านมาเธอมัวแต่มุ่งทำงานจนไม่ได้ใช้ชีวิตที่นั่นให้คุ้ม แต่ก็ภูมิใจที่ได้ไปเปิดโลกและถ้ามีโอกาส ก็อยากกลับไปทำงานที่มินนิโซตาอีก แม้ใจหนึ่งจะอยากลองเจอกับผู้คนในสถานที่ใหม่ แต่ความผูกพันกับเพื่อนเก่า ความผูกพันกับชาวเอเชียในมินนิโซตา และความทรงจำดีๆก็ยังเรียกให้เธอกลับไปเสมอ ประสบการณ์ในอเมริกาจึงไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือเงินทอง แต่คือบทเรียนชีวิตที่สอนให้เธอเข้มแข็ง มองโลกกว้างขึ้น และรู้ว่าการไปไกลบ้านก็ทำให้เราเข้าใจว่า “บ้านไม่ใช่สถานที่ แต่คือความสบายใจ” ได้ชัดเจนกว่าเดิม