
หนูยังอยากเรียนหนังสืออยู่ แต่ตอนนั้นครอบครัวกลัวว่าจะเป็นอันตรายเพราะหนูตัวเล็ก พอท้องก็เลยต้องหยุดเรียน เสียงสะท้อนจาก “แก้ม” สิริยากร นาดี วัย 19 ปี ไม่ได้บอกเล่าเพียงชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ยังสะท้อนหนึ่งในเหตุปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา แก้มเล่าให้เราฟังว่า สาเหตุที่ต้องหยุดเรียนในตอนนั้นเพราะตั้งครรภ์มีครอบครัว จึงต้องหยุดเรียนตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้น ม.5 ทั้งที่ในใจลึก ๆ นั้นยังอยากที่จะเรียนหนังสือในระบบอยู่
เริ่มแรกหนูอยากเรียน หนูไม่ ได้อยากออกจากระบบอะไรประมาณนี้ แต่ว่าตัวเองมีครอบครัวก็เลยออกเพราะว่าสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไร ร่างกายค่อนข้างที่จะอ่อนแอกลัวแบบดูแลคนในท้องไม่ ได้
แก้ม สิริยากร นาดี
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทำให้แก้มต้องออกจากระบบการศึกษา แม้ยังต้องการเรียนต่ออยู่ก็ตาม กรณีเช่นนี้ยังสะท้อนข้อจำกัดของระบบการศึกษาที่ไม่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขชีวิตของผู้เรียนได้ทั้งหมด หากวันนั้นแก้มไม่มีโอกาสได้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ ชีวิตของเธออาจไม่ต่างจากเด็กและเยาวชนอีกนับพันคนในจังหวัดนครพนมที่กำลังหลุดออกจากระบบการศึกษา
ข้อมูลจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 – 2567 เด็กและเยาวชนไทยที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษา อายุ 3-18 ปี สูงถึง 1,025,514 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ คือ ม.1-3 หรือช่วงอายุ 6-14 ปี จำนวน 394,039 คน
ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีเด็กนอกระบบการศึกษาสูงที่สุดในประเทศไทย หากมองลงไปในระดับจังหวัดจะพบว่า นครพนม ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข มีจำนวนเด็กที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาภาคบังคับจำนวนมากถึง 4,478 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายที่หลายชุมชนกำลังเผชิญ และต้องการทางเลือกทางการศึกษาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียนมากขึ้น https://www.eef.or.th/publication-white-paper/
สำหรับแก้ม การกลับเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้งเกิดขึ้นหลังจากที่ อบต.พิมาน ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ CYF เปิดทางเลือกทางการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นกับเด็กและเยาวชนที่ไม่สามารถเรียนอยู่ในระบบการศึกษาได้ ศูนย์การเรียนรู้ CYF เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาตามมาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านฐานการเรียนรู้ในชุมชน ควบคู่กับการเทียบโอนผลการเรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เมื่อเด็กเกิดใหม่ทั้งตำบลเพียง 11 คนต่อปี
ในตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีเด็กเกิดใหม่เพียงปีละประมาณ 11 คนเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวทำให้ท้องถิ่นเริ่มหันกลับมามองเด็กและเยาวชนทุกคนในพื้นที่มากขึ้น เพราะเด็กแต่ละคนล้วนมีความสำคัญต่ออนาคตของชุมชน
บัญชา ศรีชาหลวง นายก อบต. พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม กล่าวว่า เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 100% แล้ว สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนเรา ก็คือ อัตราการเกิดน้อยเพราะ ฉะนั้นเด็กและเยาวชน ก็คืออนาคตของท้องถิ่น ที่เราจะต้องให้ความสำคัญ สิ่งที่เราต้องทำคือให้องค์ความรู้เราสร้างบทบาทให้กับเด็เยาวชนได้มีบทบาทที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทางสังคมร่วมกับชุม ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราวิตกกังวลก็คือปัญหายาเสพติดถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สังคมเราเสื่อม เราก็พยายามที่จะสำรวจเด็กและเยาวชนของเราเนี่ย อยู่ในช่วงวัยเรียนเนี่ยมีกี่คนแล้วเด็กที่หลุดจากวัยเรียนมีกี่คน แล้วกลุ่มเนี้ยนะครับสำคัญที่สุดก็คือเขาเป็นเยาวชนถ้าเค้าหลุดจากระบบการศึกษาแล้วไปไหน เราเลยพยายามที่จะสำรวจเด็กแล้ว หาวิธีการว่าทำยังไงให้เค้าได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยเฉพาะแล้วอย่างน้อย ๆ เนี่ยก็คือให้เขาจบการศึกษาภาคบังคับเพื่อที่เขาจะได้วุฒิการศึกษาเนี้ยในต่อไปภายภาคหน้าเขาจะได้ใช้วุฒิตรงนี้ไปในการสมัครงาน
อบต. พิมาน ได้ออกแบบกลไกการทำงานที่ผสมผสานระหว่างมาตรการเชิงรุก และ มาตรการป้องกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Zero Out (เด็กในพื้นที่เป็นศูนย์) การออกแบบกลไกให้สามารถแสกนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา หรือมีความเสี่ยงต่าง ๆ คือ กลไก อสม.และผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด การประสานการทำงานร่วมกันโดยมีเปเาหมายร่วมจึงเป้นสิ่งหนุนเสริมสำคัญที่ทำให้ อบต.ได้ข้อมูลที่ชัด ละเอียดและครบครัน
เราต้องสแกนชุมชนโดยใช้พลังของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ก็คือใช้ศักยภาพ คือ ผู้นำโดยเฉพาะผู้นำหมู่บ้าน อสม. คือ เป็นกำลังหลัก เพราะว่า อสม. เขาจะรับผิดชอบรายครัวเรือนเขาลงไปแต่ละครัวเรือนอยู่แล้วเราก็เลยให้เขาเก็บข้อมูลมาให้เราด้วยว่า มีเด็กคนนี้ที่หลุดจากระบบแล้วไปไหนต่อ หรือ เขาไม่ได้ไปไหน ทำอะไร
บัญชา ศรีชาหลวง นายก อบต. พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม

กลุ่มอาชีพในชุมชน ฐานเรียนรู้ที่หยืดหยุ่นและเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต
เมื่อพูดถึงการศึกษาแบบยืดหยุ่น คงนึกภาพไม่ออกเพื่อให้เห็นภาพชัด นายก อบต.พิมาน ได้อธิบายการจัดการศึกษาที่มีการออกแบบร่วมกับกลุ่มและฐานการเรียนด้านอาชีพในชุมชนไว้แบบง่าย ๆ แต่มีมีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่
เรามีศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นวิสาหกิจชุมชนบ้านพิมาน มีฐานการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์จากต้นยางนาให้ได้เรียนและลงมือทำ
ในการเรียนรู้ แก้มและเด็ก ๆ เยาวชนในพื้นที่อีกหลายคนจะได้เข้าไปเรียนรู้วิธีการย้อมผ้า ทอผ้า และแปรรูปผ้าในการออกแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพิมาน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการเรียนรู้ในชุมชน ที่มีพ่อ ๆ แม่ ๆ ทยอยหมุนเวียนกันมามอบความรู้ด้านการย้อมผ้าสีธรรมชาติและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ไว้จำหน่วย พร้อม ๆ กับการถ่ายทอดทักษะชีวิตจากประสบการณ์ของผู้สอนไปพร้อมๆ กัน ในส่วนของผลผลิตจากเรียนรู้ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นยเงินรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการเรียนรู้นั้นด้วย ซึ่งนอกจากฐานการเรียนรู้ย้อมผ้า ที่ตำบลพิมานยังมีฐานการเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์จากต้นยางนา เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ
ขณะที่การเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน ผู้เรียนจะได้รับมอบหมายจากครูพี่ศูนย์การเรียนรู้ในลักษณะใบงาน ควบคู่กับการสอนเสริมในรายวิชาภาษาอังกฤษ ระบบออนไลน์ เมื่อทำใบงานเสร็จก็ต้องส่งเข้าในระบบของห้องเรียน รวมถึงการออกไปทำกิจกรรมร่วมกับน้อง ๆ จากพื้นที่อำเภออื่น ๆ นำผลผลิตที่เกิดจากการเรียนรู้ไปออกบูธ ฝึกประสบการณ์ในการจำหน่ายสินค้า พบปะผู้คน และสร้างปฏิสัมพันธ์ในสังคมภายนอก เมื่อสำเร็จการศึกษาสิ่งที่เด็ก ๆ ได้เรียบนรู้จะถูกนำไปเทียบเคียงกับกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่ออนุมัติจบการศึกษา และยังสามารถนำวุฒิการศึกษาไปต่อยอดสมัครงาน สมัครเรียนได้
นายก อบต.พิมาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขยายพื้นที่ขับเคลื่อนออกไปยังตำบลรอบ ๆ เพราะมองว่าการทำงานเพียงเฉพาะพื้นที่ของตัวเองมันคงไม่ตอบโจทน์การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ เพราะเด็กเยาวชนต้องเดินทางไปมาหาสู่กัน รู้จักกันเป็นธรรมดา การดึงกลุ่มเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาในพื้นที่ทใกล้เคียงคือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะผลักให้เป้าการเข้าถึงการศึกษาสำหรับทุกคนเป็นจริงได้

จากการทำงานระดับตำบล สู่ การขยายผลบูรณาการทั้งจังหวัด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ค.69 ที่ผ่านมาที่ จ.นครพนม ได้มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ MOU ระหว่าง สำนักสนับสนันสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยศูนย์การเรียน CYF กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครพนม จำนวน 34 แห่ง มหาวิทยาลัยนครพนม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนนขับเคลื่อนจังหวัดนครพนมสู่ เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ ภายใต้สุขภาวะและการศึกษาที่ยืดหยุ่น สร้างเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เพื่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส. กล่าวถึงการสร้างความเข้มแข็งด้วยการเริ่มต้นจากฐานชุมชนท้องถิ่นว่า จุดหมายปลายทาง คือการใช้กลไกของชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อน เฉพาะบุคคล ครอบครัว พลังยังไม่พอ การรวมตัวกันของตำบล หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมกันเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด
จากจุดเล็ก ๆ ของชุมชนท้องถิ่นค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ กระจายเป็นจังหวัดที่มีความสุข จังหวัดที่เป็นจังหวัดแห่งการเรียนรู้ จังหวัดที่นำพาให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดี
ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส.

สำหรับแก้ม การกลับเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้งไม่ได้ทำให้เธอได้รับเพียงวุฒิการศึกษา แต่ยังเปิดโอกาสให้เธอเดินตามความฝันในการศึกษาต่อด้านปฐมวัย และกลับมาทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนในชุมชนที่เธอเติบโตมา จากวันที่เคยคิดว่าตัวเองต้องหยุดเส้นทางการศึกษา วันนี้แก้มกำลังเริ่มต้นเส้นทางบทใหม่อีกครั้ง