เรื่อง กองบรรณาธิการ
“เราต้องยอมรับอย่างนึงว่าโลกมันเปลี่ยน ในแต่ละหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้เฒ่าและเด็กน้อย แรงงานวัย 30 กว่าปี ขึ้นไปเขาออกไปทำมาหากิน อย่างน้อย ๆ ก็ไปเช้าเย็นกลับ เพราะฉะนั้นเนี่ยสังคมมันเปลี่ยน พอออกไปข้างนอก เราก็นำเอาวัฒนธรรมข้างนอกมา ในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงวัฒนธรรมการบริโภคแนวใหม่” สุเมธปานจำลอง นายกสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน
ย้ำถึงโจทย์สำคัญของสังคมอีสานและสังคมไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่เชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขและความป่วยไข้ด้วยโรค NCDs
Sound On Day สะออนเด้ รายการ Live Talk พื้นที่สื่อสารการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อให้รู้จัก เข้าใจ และเสริมพลังสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นอีสาน โดย ศูนย์สนับสนุนทางวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส.สำนัก 3 เครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่นซาวอีสาน และ Thai PBS Locals เพื่อเปิดพื้นที่ทำความรู้จักอีสานร่วมสมัย ผ่านการสร้างความเข้าใจ ที่มา ที่เป็นอยู่ และที่ไปของวิถีคนอีสาน ส่งเสริมการเห็นคุณค่าทุนทางสังคม ทรัพยากรมนุษย์ สิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ผ่านประสบการณ์ความรู้ของท้องถิ่นและงานวิจัย พร้อมขยายความร่วมมือ และเสริมพลังสนับสนุนให้เกิดกลไกการทำงานของเครือข่ายสุขภาวะชุมชนอีสาน

ต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2569 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา รายการชวนสนทนาว่าด้วยโจทย์สุขภาพและการจัดการของชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นด่านหน้าและกำลังสำคัญในหลายมิติ รวมถึงมิติสุขภาพร่วมกับ รพ.สต.ในระดับพื้นที่ เนื้อหาในตอนนี้ เป็นบทสนทนาว่าด้วยการค้นหาทางป้องกัน แก้ไขในแบบฉบับของชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมกัน สยบ… NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วนลงพุง ไปจนถึงโรคมะเร็ง กับภารกิจการดูแลสุขภาพของชุมชนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยบริการด้านสาธารณะ รวมพลังลงแรงและออกแบบอย่างมีส่วนร่วมการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริการของหน่วยงานด้านสุขภาพในระดับพื้นที่ ร่วมสนทนา โดย
• นาท มนตรีชน นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ อบต.หนองกุงใหญ่ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
• จ่าเอกณัฐพงศ์ สิงห์สาธร พยาบาลวิชาชีพ อบต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี
• นัฏฐิยา โยมไธสง ผอ.สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม
• สุเมธ ปานจำลอง ผู้รับผิดชอบโครงการ และนายกสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน
• ดำเนินวงสนทนา โดย วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายชำนาญการ สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS Local
ข้อมูลชุมชนท้องถิ่นสารตั้งต้นข้อมูลเพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
การต่อสู้กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ของฝ่ายสาธารณสุข หรือใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแต่จำเป็นต้องมีความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน ทั้งสถาบันวิชาการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งนอกจากภารกิจส่งเสริมและดูแลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี สถานการณ์สุขภาพของคนในชมุชนยังเป็นอีกปัจจัยที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนในสังคมที่ต้องดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมภายใต้ข้อมูลสุขภาพของคนในชุมชน
“พื้นที่ตำบลหนองกุงใหญ่นะครับ เราใช้กลไกของชุมชนท้องถิ่นนะครับ โดย เราทำในเรื่องของเบาหวานลดได้ โดย เฉพาะท้องถิ่นนะครับซึ่งเราเนี่ยโชคดีหน่อยนะครับ เราได้ฐานข้อมูลของ (TCNAP :Thailand Community Network Appraisal Program) และ (RECAP: Rapid Ethnographic Community Assessment) มาบูรณาการในการจัดการพื้นที่นะครับ ในเรื่องของ TCNAP ทำให้เรารู้ว่าข้อมูลพื้นที่ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างนะครับซึ่ง เรา พบว่าประชาชนที่มีเจ็บป่วยเรื้อรังเนี่ย ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป มีถึง 1,123 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 13.43 นะครับผม ซึ่งจำนวนคนทั้งหมดของเราเนี่ย 9,221 คนนะครับ อันนี้เป็นเป็นสิ่งที่เรานำมาวิเคราะห์เพื่อจัดการพื้นที่ และเราใช้กลไกขับเคลื่อนจัดการปัญหาของสุขภาพของคนหนองกุงใหญ่ โดยใช้ความร่วมมือของทีมองค์กรหลัก มีการวางแผนบริการสุขภาพ อบต.ของเรา เรื่องของประชาคม โดยแถลงแผนพัฒนา 5 ปี แล้วก็เข้าบัญญัติตำบล เราจัดการเรื่องของการตรวจสอบผ่านงบประมาณของกองทุน สปสช. โดยบูรณาการร่วมกับบุคคลภายนอก เราได้งบประมาณจาก สสส. ชุมชนท้องถิ่นสามารถเดินต่อได้โดยใช้กลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำ เราร่วมมือกับ รพ.สต 2 แห่ง คือ รพ.สต.หนองกุงใหญ่ กับ รพ.สต.บ้านหนองโอง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เป็นตัวขับเคลื่อนนะครับซึ่งที่จังหวัดขอนแก่นโชคดีหน่อยนะครับ มีการถ่ายโอนทั้งจังหวัด และอีกอย่างที่เราทำอะนะครับ คือเราใช้จิตอาสาพี่ ๆ กับเพื่อนดูแลสุขภาพ อย่างเช่น กิจกรรมในชุมชน ในการขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุ เรามีโครงการสนับสนุนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดเบาหวานนะครับ และในเรื่องของการดูแลสุขภาพส่วนรวมนะครับก็มี อสม.นะครับที่ขาดไม่ได้” นาทมนตรีชน นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ อบต.หนองกุงใหญ่ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น อธิบายขยายความภาพการทำงานโดยใช้ฐานข้อมูลและความร่วมมือของหน่วยงานองค์กรในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

อบต.หนองกุงใหญ่อ.กระนวนจ.ขอนแก่น : การขับเคลื่อนด้วยกลไกชุมชนและการลดความเสี่ยง
บทสนทนาออนไลน์ของ นาทมนตรีชน แม้อยู่ในขณะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัด ยังฉายภาพถึงการทำงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพเพื่อป้องกันและลดโรค NCDs ด้วยกลไกชุมชนและลดความเสี่ยงภายใต้ความร่วมมือของชุมชนอย่างแข็งขัน
• การใช้ข้อมูล: ใช้ข้อมูลจาก TCNAP และ RECAP เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และพบผู้ป่วยเรื้อรัง 1,123 คน หรือ 13.43% ของประชากร 9,221 คน ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และวางแผนจัดการปัญหา
• ความร่วมมือ: ประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 2 แห่ง คือ รพ.สต.หนองกุงใหญ่และ รพ.สต.บ้านหนองโอง ซึ่งได้รับถ่ายโอนภารกิจจากจังหวัดขอนแก่น 100%
• จิตอาสาและภูมิปัญญาไทย: ใช้จิตอาสาดูแลสุขภาพ และส่งเสริมการใช้แพทย์แผนไทยในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง
• กิจกรรมลดเบาหวาน–ความดัน: จัดโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ มุ่งเน้นการลดน้ำหนัก ลดหวาน มัน เค็ม
• จุดคัดกรองสุขภาพ: จัดตั้งสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้าน 3 แห่ง มีอุปกรณ์ตรวจวัดความดันและระดับน้ำตาล ช่วยให้เกษตรกรสามารถคัดกรองสุขภาพได้สะดวกในตอนเช้า
• อาหารปลอดภัย: แจกเครื่องวัดความเค็มในอาหารแก่ทุกชุมชน และรณรงค์การปลูกผักพื้นบ้านปลอดสารพิษในครัวเรือนเพื่อการบริโภค
• บูรณาการศาสนา: ใช้หลัก “3อ 2ส 1น” วิถีพุทธ โดยร่วมมือกับวัด 18 แห่ง 3 อ. คือ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย 2 ส. คือ สวดมนต์, สนทนาธรรม และ 1 น. คือ นาฬิกาชีวิต
การทำงานผ่านระบบและกลไกชุมชนท้องถิ่นนี้ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของ อบต.หนองกุงใหญ่ คือ มีผู้ป่วยเบาหวานหลายรายสามารถลดยาหรือหยุดยาได้ และมีบุคคลต้นแบบที่ลดน้ำหนักได้กว่า 40 กิโลกรัม จาก 108 กิโลกรัม เหลือ 68 กิโลกรัม และหยุดการรับประทานยาเบาหวานได้หลังจากรักษามาต่อเนื่อง 17 ปี
เทศบาลเมืองมหาสารคามนำทัพรุกหนักลดผู้ป่วย NCDs
โจทย์สุขภาพเรื่องโรคไม่ติดต่อเป็นสถานการณ์ร่วมที่ประชาชนทุกพื้นที่เผชิญรวมถึงในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคามซึ่งที่นี่เป็นอีกพื้นที่ปฏิบัติการที่ยกระดับการทำงานร่วมกับการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น
“ในการจัดการ NCDs คือใช้หลัก “3 ต.” และ “3 อ.” นะคะ โดย 3 ต. ได้แก่ ตัดหวานตัดมัน และเติมโปรตีน ซึ่งกระบวนการนี้เราทำร่วมกันทั้ง 5 ศูนย์แพทย์ และแต่ละศูนย์แพทย์จะมีทั้งหมอ พยาบาล นักกายภาพ ทีมแพทย์แผนไทยเป็นกระบวนการจากทุกวิชาชีพที่มาร่วมกันขับเคลื่อนค่ะ” นัฏฐิยาโยมไธสง ผอ.สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ไล่เรียงโมเดลการทำงานและผู้เกี่ยวข้อง
“ส่วน 3 อ. ก็คือ การออกกำลังกาย โดยเจ้าภาพหลักคือเทศบาลเมืองมหาสารคาม เราส่งเสริมพื้นที่ออกกำลังกายให้มีระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร และสะดวกต่อการเข้าถึง ตรงนี้ทำให้ทั้ง 37 ชุมชนมีพื้นที่ออกกำลังกายตามบริบทที่เทศบาลจัดหาให้ ทั้งอุปกรณ์และงบประมาณ โดยเฉพาะค่าผู้นำกิจกรรม ในส่วนของอารมณ์ เราจะส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพจิต ร่วมกับวัด โดยเน้นบ้าน วัด “บวร” เป็นหลักในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเรื่องของอาหาร เราเห็นข้อมูลว่าหากมีสารปนเปื้อนจากเคมีในการปลูก จะส่งผลต่อ NCDs เทศบาลเมืองมหาสารคามจึงทำโครงการสวนผักคนเมือง ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผัก และเป็นเมืองสมุนไพร แต่ละบ้านจะปลูกสมุนไพรไทยอย่างน้อย 5 ชนิด โดยขับเคลื่อนร่วมกับทีมวิทยากร มีสถานที่ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสวนผักคนเมือง เป็นตลาดเขียว ซึ่งเราขับเคลื่อนมาแล้วกว่า 20 ปี และเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกับใจกล้า ปัจจุบันทำงานร่วมกันในเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเมนูสุขภาพ เราจะปักหมุดร้านอาหารสุขภาพให้ชุมชนเลือกซื้อได้สะดวก ผ่านเว็บไซต์ของเทศบาล โดยแต่ละร้านจะมีข้อมูลเมนูเป็นทางเลือกให้ประชาชน
ส่วน 3 ส. คือ การสวดมนต์ สมาธิ คล้ายกับพื้นที่หนองกุงใหญ่ เรามีกิจกรรมเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและโรคหลอดเลือดสมอง จึงส่งเสริมเรื่องสวดมนต์ สมาธิ และกิจกรรมทางจิตใจ โดยทำร่วมกับ 17 วัด เน้นกิจกรรมช่วงเข้าพรรษา เราไม่ได้มองแค่สุขภาพของประชาชน แต่รวมถึงสุขภาพของระบบด้วย จึงมีการอบรมพระสงฆ์เป็นแพ็กเกจด้านสุขภาพ และมี Caregiver รวมถึงการทำงานร่วมกับพระสงฆ์ในฐานะ Key Worker และจะทำเป็นค่าย เราเรียกว่า “ค่าย” ไม่ใช่โรงเรียนผู้สูงอายุ แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ชีวิต โดยผู้สูงอายุคือผู้เชี่ยวชาญชีวิต แต่ละคนเป็นศูนย์ความรู้ของตัวเอง
จากข้อมูลอายุเฉลี่ยพบว่ามีผู้สูงอายุสูงสุดถึง 103 ปี ขณะที่จังหวัดตั้งเป้าอายุเฉลี่ย 84 ปี ซึ่งเป็นโจทย์ที่เทศบาลต้องขับเคลื่อนร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข หลังจากคัดกรอง หากเป็นกลุ่มเสี่ยงจะเข้าสู่กระบวนการส่งเสริมสุขภาพ มีการวัดผลไม่ใช่แค่ BMI แต่รวมถึง Body Scan ดูไขมันและความเสี่ยง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อสม. 50 คนจะเป็นต้นแบบ Smart อสม. ถ่ายทอดสู่ประชาชน เราทำงานร่วมกับแพทย์แผนไทย เภสัชกร และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ล่าสุดมีการใช้แอปพลิเคชัน Smart Health สำหรับติดตามผู้ป่วย แจ้งเตือนการกินยา และประเมินข้อมูลผ่าน Dashboard เพื่อดูภาพรวมกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุในพื้นที่ ทั้งหมดนี้คือการขับเคลื่อน 3 ต. 3 อ. 3 ส. ค่ะ”

เทศบาลเมืองมหาสารคาม: นโยบายระดับจังหวัดและการใช้เทคโนโลยี
นับเป็นความโดดเด่นในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นส่วนสำคัญในการจัดการระบบสุขภาพ ซึ่งสรุปองค์ประกอบการทำงานของเทศบาลเมืองมหาสารคาม เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดังนี้
• วาระจังหวัด: จังหวัดมหาสารคามถูกมองว่าควรประกาศให้เรื่อง NCDs โดยเฉพาะเบาหวาน เป็นวาระสำคัญ เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตจากเบาหวานสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศและเขตสุขภาพ
• โมเดล 3ต 3ส:
• 3ต (ตัด): ตัดหวาน ตัดมัน เติมโปรตีน โดยทีมสหวิชาชีพจาก 5 ศูนย์แพทย์
• 3ส (ส่งเสริม):
• ออกกำลังกาย: เทศบาลจัดหาพื้นที่และอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ 37 ชุมชน ในระยะ 1 กิโลเมตร และสนับสนุนงบประมาณผู้นำการออกกำลังกาย
• อาหาร: ส่งเสริม “สวนผักคนเมือง” ปลูกสมุนไพร/ผักปลอดสารพิษอย่างน้อย 5 ชนิดในแต่ละบ้าน จัด “ตลาดเขียว” มากว่า 20 ปี และปักหมุดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ
• อารมณ์: ส่งเสริมความรู้สุขภาพจิตและกิจกรรมทางศาสนาในวัด (เน้น “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน) และมีการอบรมพระสงฆ์รวมถึง Caregiver ที่เป็นพระสงฆ์
• ค่ายสุขภาพและโรงเรียนผู้สูงอายุ: จัด “ค่ายสุขภาพ” สำหรับผู้สูงอายุ ให้เป็น “ผู้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิต”
• เทคโนโลยี: ใช้แอปพลิเคชัน “SmartHealth” ร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อติดตามผู้ป่วย, แจ้งเตือนการกินยา, และประเมินผลผ่าน Dashboard
• แนวทางเชิงรุก: เน้นการคัดกรองผู้ป่วยความเสี่ยงสูงและจัดโปรแกรม 12 สัปดาห์ โดยมี อสม. เป็นต้นแบบและโค้ชสุขภาพ
• ความมั่นคงทางอาหาร: รณรงค์ให้ครัวเรือนปลูกผักกินเองเพื่อลดสารเคมีปนเปื้อน และสนับสนุนแหล่งอาหารปลอดภัยในชุมชน เช่น ตลาดนัดสีเขียว
อบต.นาพู่จ.อุดรธานี: กับธรรมนูญสุขภาพและตัวเลขสุขภาพรายบุคคล
นอกจากบทสนทนาร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว บุคลากรด้านสาธารณะสุขยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนโจทย์สุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น โดย อบต.นาพู อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เป็นอีกพื้นที่ปฏิบัติการที่นำเอาธรรมนูญสุขภาพมาร่วมกับกลไกระบบสุขภาพซึ่ง จ่าเอกณัฐพงศ์สิงห์สาธร พยาบาลวิชาชีพ อบต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ย้ำว่านี่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนงานสุขภาพในชุมชนที่ใช้กันมานาน เพื่อดำเนินการเรื่องของ NCDs และการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการรู้ตัวเลขสุขภาพของตนเอง
“หลัก ๆ ที่เราทำกันอยู่คือเรื่องผู้ป่วยเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ความดัน และที่สำคัญคือทำให้ประชาชนทั่วไป “รู้ตัวเลขสุขภาพของตัวเอง” ว่าตอนนี้สุขภาพอยู่ระดับไหน อย่างคุณเปียรู้ไหมครับว่าตอนนี้ระดับสุขภาพของตัวเองอยู่ตรงไหน ?
บทบาทของ รพ.สต. ที่ลงไปทำงานกับชุมชน จะมี 3 เรื่องหลัก ๆ คือ หนึ่ง ทำงานเชิงรุก สอง ให้บริการต่อเนื่อง และสาม คือให้คำปรึกษาและส่งต่อผู้ป่วยได้ทันเวลา โดยทั้งหมดต้องเชื่อมโยงกับชุมชน โดยมีธรรมนูญสุขภาพเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เราเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการขับเคลื่อนเรื่อง NCDs ด้วย สิ่งหนึ่งที่เราทำสำเร็จ คือทำให้ประชาชนรับรู้ตัวเลขสุขภาพของตัวเอง ช่วงปี 2565 วิทยาลัยพยาบาลร่วมกับสถาบันพระบรมราชชนก และ อบต.นาพู่ ได้นำเครื่องมือ “จราจรชีวิต 7 สี” มาใช้ในการคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะไหน แล้วจับคู่กับกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตอนแรกทำใน 2 หมู่บ้าน และขยายเป็น 4 หมู่บ้าน เพราะข้อมูลค่อนข้างละเอียดประชาชนทุกคนจะมีข้อมูลสุขภาพเก็บไว้กับ อสม. ที่รับผิดชอบครัวเรือนนั้น

อีกส่วนหนึ่งที่ท้องถิ่นพัฒนาคือศูนย์ ศสมช.หรือ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน ซึ่งปัจจุบันกลับมาใช้ชื่อนี้เหมือนเดิม โดยเน้นขับเคลื่อนเรื่อง NCDs โดยเฉพาะเบาหวานและความดัน ศูนย์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากหลายแหล่งงบประมาณ ทำให้มีเครื่องมือค่อนข้างพร้อม ทั้งเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด เครื่องวัดความดัน และสายวัดรอบเอว ซึ่งสำคัญมากในการประเมินภาวะอ้วน ปีที่แล้ว เรายังขยายไปทำเรื่องโรคไต โดยจัดซื้อเครื่องตรวจความเค็มในอาหาร หรือโซเดียมมิเตอร์ ให้ทุกหมู่บ้าน เพราะโรคไตเกี่ยวข้องกับการกินเค็มแต่มีเครื่องมืออย่างเดียวไม่พอ เราจึงพัฒนา อสม. ให้มีความรู้ เป็นเหมือนโค้ชสุขภาพ สามารถตรวจ วัด แปลผล และบอกประชาชนได้ว่า ตอนนี้อยู่กลุ่มเสี่ยงหรือไม่ และควรปรับพฤติกรรมอย่างไร ตามหลัก อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ลดบุหรี่ ลดสุรา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
เป้าหมายของเราคือยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงโรงพยาบาล ลดภาวะแทรกซ้อน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ผู้ป่วยลดยา หรือบางรายไม่ต้องกินยาเลย อีกประเด็นสำคัญคือไม่ให้ผู้ป่วยพัฒนาไปเป็นโรคอื่น เช่น โรคไต ไตวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองที่อาจทำให้ต้องนอนติดเตียงและเป็นภาระครอบครัว จากข้อมูลปีนี้ เราพบกลุ่มเสี่ยงความดัน 63 ราย และกลุ่มเสี่ยงเบาหวานประมาณ 8 ราย จาก 9 หมู่บ้าน ซึ่ง รพ.สต. จะดูแลแบบรายบุคคล ปรับแผนให้เหมาะกับแต่ละคนครับ”
ความหลากหลายของปัญหาสุขภาพไม่เพียงเป็นเงื่อนไขการทำงาน แต่ด้านหนึ่งเมื่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องไม่หยุดนิ่งในความพยายามร่วมดูแลสุขภาประชาชน นั่นกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ อบต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ยังมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี่เพิ่มมากขึ้น ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
• ธรรมนูญสุขภาพ: ใช้ “ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2557 และมีการปรับปรุงให้ครอบคลุมประเด็นปัจจุบัน เช่น สุขภาพเยาวชน ยาเสพติด และ PM 2.5
• การรับรู้สุขภาพตนเอง: มุ่งเน้นให้ประชาชนรับรู้ตัวเลขสุขภาพของตนเอง โดยใช้การคัดกรองผู้ป่วย เพื่อให้ทราบสถานะสุขภาพและเข้าร่วมกิจกรรมที่เหมาะสม
• ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.): มีเครื่องมือพร้อม เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก, เครื่องวัดน้ำตาล, เครื่องวัดความดัน, สายวัดรอบเอว และเครื่องวัดความเค็ม
• เสริมศักยภาพอสม.: หนุนเสริมให้เป็น “โค้ชสุขภาพ” เพื่อตรวจวัด, แปลผล, และแนะนำแนวทาง “3อ 2ส 1น” (อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์, ลดบุหรี่/สุรา, นอนหลับให้เพียงพอ)
• เป้าหมายการดูแล:
• ยกระดับการบริการผู้ป่วยให้เทียบเท่าโรงพยาบาล
• ลดภาวะแทรกซ้อนของโรค
• มีเป้าหมายให้ผู้ป่วยสามารถลดยาหรือหยุดยาได้
• มีผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบแล้ว 26 ราย โดย 5 รายหยุดยาได้สำเร็จ
อาหารปลอดภัยโจทย์ใหญ่ทางกัน-ทางแก้โรค NCDs
“เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำในมหาสารคามก็คือเน้นเรื่องการผลิตอาหารนี่แหละครับ เริ่มจากอาหารในครัวเรือนก่อน ผู้สูงอายุปลูกได้ ลูกหลานก็มีส่วนร่วม ปลูกให้พ่อแม่ ปลูกในกระถางก็ได้ ปลูกข้างบ้านก็ได้ มันเป็นการเรียนรู้ของครอบครัว และต้องทำทุกช่วงวัย” สุเมธปานจำลอง ผู้รับผิดชอบโครงการ และนายกสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน ย้ำถึงต้นทางในการดูแลสุขภาพของคนในครัวเรือนที่เริ่มได้ด้วยตนเองจากการปลูกอยู่ปลูกกินเพื่อให้มีพืชผักสวนครัวเป็นต้นทางอาหารปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
“ตอนนี้มหาสารคามเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว เกิน 21% ไปแล้ว คำถามคือ เมื่อผู้สูงอายุอยู่ลำพัง ลูกไม่ได้อยู่ดูแล เราจะดูแลกันยังไง เพราะสังคมใหม่ลูกหลานหลายคนกลายเป็นผู้ป่วยเองด้วย ทั้งเบาหวาน ไต ต้องล้างไต ถ้าอยู่คนเดียวจะทำยังไง ชุมชนต้องโอบอุ้มขึ้นมา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ แม่ผมเป็นอัลไซเมอร์ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ต้องแจ้งหลายหน่วยงาน แต่ในหมู่บ้านแค่บอกกันปากต่อปาก ใครเห็นก็ช่วยพากลับบ้าน นี่แหละครับกลไกทางสังคมที่ต้องลุกขึ้นมาดูแลกัน ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งแต่ทุกช่วงวัยช่วยกัน เรื่องที่สองคืออาหารที่เราบริโภค อาหารเป็นต้นทางของสุขภาพมากกว่า 60% คำถามคือเราจะทำยังไงให้กินอาหารปลอดภัยได้ในเมื่อทุกอย่างดูไม่ปลอดภัยไปหมด พริก กะเพรา หอม กระเทียม ถ้าไม่ปลูกเองก็ไม่รู้ที่มา จริง ๆ ปลูกกินไม่ยากเลย พริก 2–3 ต้น ปลูกในกระถางก็ได้ ความรู้มีอยู่เต็มโทรศัพท์ แต่โจทย์คือจะทำยังไงให้คนเข้าถึงอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเวลา หรือไม่ได้ผลิตเอง ก็ต้องมีเพื่อนบ้าน มีชุมชนช่วยปลูกให้ เพราะฉะนั้น แหล่งอาหารปลอดภัยในชุมชนต้องเกิดขึ้น ทั้งในระดับครัวเรือน แปลงปลูก ร้านค้า หรือพื้นที่แลกเปลี่ยน บางบ้านปลูกได้ล้นก็เอามาแบ่ง เอามาขาย เอามาแลกกัน อย่างพริกที่ล้นจากครัวเรือน เอามากองรวมกัน ขายราคาถูก หรือแลกเปลี่ยนกันในชุมชน มันพัฒนาได้

สุดท้ายในเมืองก็ต้องมีพื้นที่อย่างตลาดนัดสีเขียว ซึ่งที่มหาสารคามเราทำร่วมกับเทศบาล เอาคนที่ผลิตดีไม่ใช้สารเคมีมารวมกันใช้พื้นที่ตรงนี้รณรงค์เรื่องอาหารปลอดภัย ทีนี้พอมาดูเรื่องสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ หมอ พยาบาล มีความรู้หมด แต่คำถามคือจะเอาความรู้นั้นไปถึงคนที่เป็นปัญหาได้ยังไง ผมว่าระบบสาธารณสุขทำดีแล้ว สำรวจ เก็บข้อมูลครบ แต่ยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือกลไกทางสังคม
กลไกทางสังคมคือใคร ก็คือ อสม. ผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ ลูกหลาน นี่แหละครับ ถ้าเราเห็นว่าเด็กอ้วนเด็กกินน้ำตาลเยอะ เราจะสร้างกระบวนการยังไงให้ชุมชนตระหนักว่า ถ้าไม่เปลี่ยนอีกหน่อยทั้งหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยเบาหวาน วันนี้รูปแบบสังคมเปลี่ยน ลูกไปทำงานนอกบ้าน ส่งเงินมา สั่งอาหารผ่านแอปให้แม่กินอะไร ลูกเป็นคนเลือก แม่ไม่ได้เลือกเอง นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องยอมรับ และต้องจัดการกับมัน การรับมือเรื่อง NCDs จึงต้องทำหลายระดับ ทั้งระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน รวมถึงเรื่องสภาพแวดล้อม ความปลอดภัย ความรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่จับคนเสพยาไปลงโทษ แต่ต้องมองมิติทางสังคมและจิตใจด้วย โครงการที่เราทำก็พยายามสานพลังกลุ่มเหล่านี้ บางตำบลทดลองกับเด็ก บางตำบลกับผู้สูงอายุ บางที่กับแรงงาน แล้วออกแบบปฏิบัติการให้เหมาะกับพื้นที่ ผมคิดว่าอีกระยะหนึ่ง เราน่าจะได้บทเรียนมาคุยกัน และปลายปีนี้ก็อยากจัดมหกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนรูปธรรมการทำงานร่วมกันทั้งจังหวัดครับ”

การรับมือเรื่อง NCDs ต้องทำหลายระดับงานนี้ไม่มี One Man Show
เกือบ 2 ชั่วโมงของบทสนทนาออนไลน์ในรายการ Sound On Day สะออนเด้ : ชุมชนท้องถิ่นสยบ NCDs แม้อาจไม่ครอบคลุมทุกประเด็นปฏิบัติการของคณะทำงานซึ่งมีมากมายหลายลักษณะเพื่อให้เกิดความร่วมมือและรูปธรรมการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนพื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ อบต.หนองกุงใหญ่ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น, อบต.นาพู่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี และเทศบาลเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ซึ่งร่วมเปิดพื้นที่สื่อสารสะท้อนการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นในความมุ่งมั่นตั้งใจดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน แม้รู้ดีว่าโจทย์นี้มีต้นทางที่ “พฤติกรรมการบริโภคและการดำเนินชีวิต” ซึ่งจำเป็นต้องเกิดความตระหนัก ใส่ใจและร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล สู่ชุมชน สู่ระดับชาติ เพราะทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงสอดรับและเป็นโจทย์ใหญ่ในการร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เพื่อให้สุขภาวะชุมชนอีสาน มั่นยืน และอยู่ดีมีแฮง โดยหากพิจารณาพบว่ามีกลยุทธ์และประเด็นร่วมที่สำคัญได้แก่
• การกระจายอำนาจและการเสริมพลังท้องถิ่น: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพที่ใกล้ชิดประชาชน
• การมีส่วนร่วมของชุมชน: อสม. ผู้นำชุมชน จิตอาสา และประชาชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน
• การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี: วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ, ใช้แอปพลิเคชัน, และ Dashboard เพื่อวางแผนและติดตามผล
• การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาหารปลอดภัย: เน้นการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง, ปลูกผักกินเอง, และควบคุมความหวานมันเค็ม
• การดูแลแบบองค์รวม: ไม่เพียงแต่การรักษา แต่รวมถึงการป้องกัน, การดูแลจิตใจ, และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
• การสร้างแรงบันดาลใจ: นำเสนอตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้อื่น
• ความท้าทาย: สังคมสูงวัย, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคที่นำไปสู่โรค, และความจำเป็นในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่เข้มแข็งในทุกช่วงวัย
Sound On Day สะออนเด้ทั้งหมดนี้ คือ ส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งจากชุมชนท้องถิ่นในภาคอีสาน ในการจัดการกับโรค NCDs ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ผ่านการบูรณาการความรู้ ภูมิปัญญา และเทคโนโลยี รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน