อีสาน ภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดของประเทศและเป็นภูมิภาคที่ประกอบไปด้วยโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ระบบชลประทาน หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การพัฒนาเช่นนี้คาดหวังว่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้อีสานกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่จะส่งผลให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ แต่ขณะเดียวกันอีสานกลับมีสัดส่วนประชากรยากจนติดอันดับต้น ๆ เมื่อเจาะลึกเข้าไปถึงโครงสร้างรายได้ของครัวเรือนอีสาน จะพบความเปราะบางที่เป็นรากเหง้าของปัญหา รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ 22,525 บาท แต่สิ่งที่น่าตระหนกคือ รายได้จากการทำงานคิดเป็นเพียงร้อยละ 57 หรือประมาณ 12,724 บาท ในขณะที่รายได้จากเงินช่วยเหลือ เช่น สวัสดิการรัฐหรือเงินส่งกลับจากบุตรหลานที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 23 หรือ 5,024 บาท โครงสร้างเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นในภาคอีสานไม่สามารถสร้างงานและรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้ด้วยตัวเอง ประชากรจำนวนมากต้องพึ่งพา เงินสดภายนอก เพื่อความอยู่รอด
นอกจากนี้รายได้ที่ไม่แน่นอน ยังมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 39 ของรายได้รวม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก ความไม่แน่นอนนี้บีบบังคับให้ครัวเรือนต้องหันไปพึ่งพาสินเชื่อ โดยพบว่าครัวเรือนอีสานร้อยละ 67 เป็นหนี้ โดยมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 197,000 บาท วัตถุประสงค์ของการกู้ยืมส่วนใหญ่ไม่ใช่เพื่อการลงทุนขยายธุรกิจ แต่เป็นไปเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการทำเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ภาวะกู้มาเพื่อกิน และ กู้มาเพื่อทำเกษตรที่ขาดทุน จึงเป็นกับดักที่ตรึงคนอีสานไว้กับความยากจนเรื้อรัง สภาวะทางการเงินที่ตึงเครียดนี้สะท้อนผ่านตัวเลข ซึ่งพบว่าครัวเรือนถึงร้อยละ 70 มีเงินสำรองต่ำกว่า 3 เดือน หมายความว่าหากขาดรายได้เพียงสามเดือน ครัวเรือนส่วนใหญ่ในภาคอีสานจะล้มละลายทันที สภาพความเปราะบางนี้คือคำอธิบายว่าเหตุใดการพัฒนาเชิงโครงการขนาดใหญ่จึงไม่ช่วยยกระดับชีวิต เพราะผลประโยชน์จากโครงการเหล่านั้นมักจะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนก่อสร้างหรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ในขณะที่ประชาชนรากหญ้ายังคงต้องต่อสู้กับภาระหนี้สินรายวัน ยืนยันจากอัตราคนจนในภาคอีสานที่สูงถึงร้อยละ 34.63 ของคนจนทั้งประเทศ ความย้อนแย้งดังกล่าวชวนให้ตั้งคำถามว่า เหตุใดการพัฒนาในเชิงโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล จึงไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนส่วนใหญ่
ผู้เขียนจึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจปัญหาความยากจนของอีสาน ที่เป็นมากกว่าเรื่องรายได้ เพราะในบางมิติ ความยากจนอาจจะเป็นผลจากกลไกทางสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างอำนาจบางประการที่กดทับชีวิตผู้คนไว้ ทั้งเรื่องการเข้าไม่ถึงที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา ระบบสาธารณสุข โอกาสทางอาชีพ ไปจนถึงนโยบายรัฐที่ไม่สอดคล้องกับบริบทชีวิตของคนในพื้นที่ จนเกิดเป็นวังวนและวัฎจักรความยากจนที่ไม่จบสิ้น หรือที่เราเรียกกันว่า “กับดักความยากจน”
รวมถึงชวนสำรวจจุดบอดของการพัฒนาที่อาจยังเข้าไม่ถึงผู้คนทุกกลุ่ม พร้อมวิเคราะห์ถึงแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ตรงจุด และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอีสาน ผ่านมุมมองของ ณัฐวุฒิ กรมภักดี เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน และ อาจารย์ ดร.รสิตา ดาศรี อาจารย์ด้านการออกแบบนโยบายและผังเมือง วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น
“กับดักความยากจนคือสิ่งที่เป็นเหมือนอุปสรรค์ที่กีดขวางไม่ให้มนุษย์หรือคนที่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ยังไม่ดี ไม่สามารถที่จะหลุดจากสภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ มันอาจจะเกิดจาก การศึกษา ที่เขาเข้าไม่ถึง สิทธิสวัสดิการ การมีปัจจัยขั้นพื้นฐานในการเขาถึงบริการสุขภาพ”
ณัฐวุฒิ กรมภักดี

กับดักความยากจน เมื่อทุนชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน
สภาวะความยากจนในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผันแปรตามดัชนีทางเศรษฐกิจมหภาค แต่มันเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนและฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างที่เรียกว่าความยากจนข้ามรุ่น หรือ การส่งต่อความเสียเปรียบจากรุ่นพ่อแม่สู่ลูกหลานได้
การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยการมองภาพรวมที่เชื่อมโยงระหว่างความขัดสนทางการเงิน ทุนมนุษย์ที่ถูกจำกัด และนโยบายภาครัฐที่อาจมีจุดบอดในการกดทับโอกาสของประชาชนในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในภาคอีสานที่กลไกความยากจนข้ามรุ่นนั้นมีจุดเริ่มต้น มาจากความไม่มั่นคงทางการเงินในระดับครัวเรือน การตัดสินใจในเชิงเศรษฐกิจจึงมุ่งเน้นไปที่การอยู่รอดในระยะสั้น มากกว่าการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ระยะยาว ส่งผลให้เด็กในครัวเรือนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ วงจรดังกล่าวจึงถูกทำซ้ำเมื่อเยาวชนเหล่านี้เข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานทักษะต่ำที่มีอำนาจต่อรองน้อยและค่าจ้างต่ำ
“กับดักความยากจนคือสถานการณ์ที่คนแทบไม่มีทุนรองรับ ไม่ว่าจะเป็นทุนความรู้ ทุนทางสังคม หรือทุนจากครอบครัว ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับสถานการณ์ความจนได้ยกตัวอย่าง เด็กนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนเดียวกัน เด็กจากครอบครัวฐานะดีจะเรียนอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง อาหาร หรือรายได้เสริม ในขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนต้องตื่นเช้า เดินทางไกล บางครั้งไม่มีข้าวกิน ต้องทำงานเสริม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจและการเรียนแม้จะเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมกันในเชิงระบบ แต่เงื่อนไขชีวิตไม่เท่ากัน”
ดร.รสิตา ดาศรี

วิกฤตหนี้ครัวเรือน โซ่ตรวนของความเหลื่อมล้ำในระบบที่ผุพัง
นอกจากปัจจัยภายในครัวเรือนแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายค่าแรงยังมีส่วนสำคัญในการตรึงประชากรไว้ในวงจรความยากจน การที่ค่าแรงขั้นต่ำปรับตัวช้ากว่าค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้แรงงานส่วนใหญ่มีรายได้เพียงเพื่อการยังชีพวันต่อวัน และไม่สามารถสะสมทุนเพื่อยกระดับฐานะได้ สภาวะนี้ถูกซ้ำเติมด้วยหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นจนแตะระดับร้อยละ 90 ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการบริโภคและการดำรงชีพ ไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความยากจนในไทยไม่ใช่แค่เรื่องของรายได้ที่ไม่เพียงพอ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างโอกาสที่ถูกปิดกั้นและนโยบายการกระจายรายได้ที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง
ในระดับโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนคือภาพสะท้อนของระบบที่ผุพัง เมื่อรัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ระบบครอบครัวและชุมชนก็ไม่อาจทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับชีวิตได้ คุณภาพชีวิตที่ถดถอยจึงกลายเป็นความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก คนที่มีต้นทุนชีวิตต่ำย่อมเข้าไม่ถึงที่ดิน ที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือโอกาสในการพัฒนาตนเอง
แนวคิดเรื่อง “ความชายขอบ” จึงช่วยเปิดให้เห็นภาพที่ชัดกว่า เพราะคนชายขอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ชนบทหรือในป่าเท่านั้น แต่ดำรงอยู่ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ใจกลางเมืองจนถึงพื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นคนจนเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ แรงงานนอกระบบ หรือ sex worker สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขามักไม่ถูกมองเห็น ถูกละเลย และเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งที่เป็นมนุษย์และพลเมืองเช่นเดียวกับคนอื่น คนชายขอบจำนวนมากถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐเพียงเพราะสถานะการอยู่อาศัยหรือวิถีชีวิต เช่น ชุมชนที่อาศัยในที่ดินรัฐ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตอุทยาน ถูกมองว่าผิดกฎหมาย จึงไม่ถูกพัฒนา ไม่ได้รับบริการสาธารณะ
“ในทุก ๆ บริบท ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เมืองหรือในชนบท หรือไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แบบไหนหรือลักษณะกายภาพแบบไหน แต่มักจะมีคนกลุ่มเหล่านี้ที่ถูกละเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีต้นทุน สิทธิ สวัสดิการ สิทธิขั้นพื้นฐาน หรือโอกาสในชีวิตที่ต่ำกว่าคนทั่วไปหรือคนอื่น ๆ เรียกว่าคนชายขอบ คนชายขอบกลางเมือง คนชายขอบในป่า คนชายขอบที่เป็นชาติพันธุ์ หรือคนชายขอบที่เป็น sex worker หรือคนพิการ ก็เป็นคนชายขอบ ชะนั้นความชายขอบ มันจึงอยู่ได้ทุกพื้นที่ ถ้ามันมีการละเลย ไม่ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม”
ณัฐวุฒิ กรมภักดี
จุดบอดและการกดทับทางนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า แม้ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือแผนแม่บทต่าง ๆ จะถูกร่างขึ้นด้วยหลักการที่ดูเป็นไปได้ มีการระบุถึงการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การลด ละเลิกการใช้สารเคมี หรือการสร้างเศรษฐกิจที่ทั่วถึง แต่เมื่อหลักการเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติในเชิงนโยบายรัฐหรือข้อกฎหมาย กลับพบว่าทิศทางส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก นโยบายการบริหารราชการแผ่นดินมักถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และการมอบอำนาจผูกขาดให้แก่กลุ่มทุนที่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
อย่างไรก็ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ถูกกำหนดให้เป็นเข็มทิศหลักในการนำพาประเทศไทยไปสู่สถานะประเทศที่พัฒนา ตามนิยามของโลกตะวันตก ทว่าเมื่อพิจารณาผ่านเลนส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรสูงสุดและมีความซับซ้อนทางสังคมมากที่สุด กลับพบว่ากลไกเชิงนโยบายเหล่านี้สร้างสภาวะที่เรียกว่าการกดทับทางนโยบาย โดยเป็นการวางกรอบการพัฒนาที่รวมศูนย์และอ้างอิงฐานคิดแบบชนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ระบบสวัสดิการที่ไม่ตอบโจทย์ และการสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญของคนในพื้นที่
การพัฒนาภายใต้แผนแม่บทเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ทว่าในบริบทของภาคอีสานซึ่งมีแรงงานในภาคเกษตรกรรมถึง 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในภูมิภาค นโยบายเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างความสอดคล้องกับศักยภาพ ปัญหาพื้นฐานอย่างการเข้าถึงที่ดินทำกิน หนี้สินเรื้อรัง และการขาดแคลนระบบชลประทานในพื้นที่เกษตรกรรม กลับถูกบดบังด้วยเป้าหมายเชิงอุดมคติของรัฐ
“แผนพัฒนาเศรษฐกิจบ้านเรา เขียนหลักการไว้ดีมาก เขียนหลักการเรื่องการพัฒนา อย่างแผนปีก่อน ก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับการที่ต้องทำให้ พื้นที่เกษตรกรรมงดการใช้สารเคมี แต่พอเป็นนโยบายของรัฐบาลหรือเป็นกฎหมายต่าง ๆ ของรัฐบาลในการบริหารกลับไม่ได้มุ่งไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ”
ณัฐวุฒิ กรมภักดี
นอกจากนี้ ดร.รสิตา กล่าวอีกว่า แผนพัฒนาที่เน้นตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลัก มักทำให้การเติบโตถูกมองในฐานะความสำเร็จโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงภาพรวมที่ไม่สามารถสะท้อนชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัว แต่ผลประโยชน์กลับกระจุกอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่หรือกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม ขณะที่คนตัวเล็ก แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น ตรงกันข้าม หลายคนต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น หนี้สินที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เมื่อรัฐยึดตัวเลขค่าเฉลี่ยเป็นตัวตั้ง ความเหลื่อมล้ำจึงถูกกลบไว้ใต้ความสำเร็จเชิงสถิติ แผนพัฒนาจึงดูเหมือนออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มเศรษฐกิจในระดับบน มากกว่าจะสร้างความมั่นคงในระดับฐานรากของสังคม กลับทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขยายกว้างยิ่งขึ้น แม้เศรษฐกิจจะดูเติบโตบนกระดาษก็ตาม
“แผนพัฒนาเน้นตัวเลขเศรษฐกิจมากเกินไป เมื่อเศรษฐกิจโต ช่องว่างกลับยิ่งห่างตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นภาพรวม ไม่ได้สะท้อนว่าคนตัวเล็กหรือธุรกิจรายย่อยดีขึ้นจริงหรือไม่แผนพัฒนาเหมือนจะโอบอุ้มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก”
ดร.รสิตา ดาศรี
ในกรณีศึกษาที่จังหวัดขอนแก่น พบว่าโครงการพัฒนาเมืองถูกวางบนฐานความคิดการวางผังเมืองของคนชนชั้นกลาง ทำให้คนจนเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดิม ถูกลิดรอนสิทธิ์และเสียงในการกำหนดอนาคตของตนเอง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมือง เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมแต่ตอบโจทย์เพียงคนที่มีกำลังซื้อ ทำให้คนจนเมืองต้องตกขบวนพัฒนาและกลายเป็นเหยื่อของการพัฒนาแทนที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ความจนโอกาส ที่ไม่ใช่เพียงการขาดเงิน แต่คือการขาดต้นทุนชีวิตในการต่อรองกับอำนาจรัฐและทุนใหญ่
“กรณีชุมชนริมรางซึ่งเป็นกลุ่มคนจนเมืองที่ไม่มีทรัพยากรที่ดินมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ เพราะนโยบายรัฐไม่เคยเอื้อให้พวกเขาเข้าถึงกรรมสิทธิ์ เมื่อรัฐต้องการพัฒนาพื้นที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เช่น โครงการรถไฟ คนเหล่านี้ก็จะถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัย ท้องถิ่นเองก็ไม่อยากเข้ามาดูแลเรื่องน้ำประปา ไฟฟ้า หรือขยะ เพราะมองว่าพวกเขาคือ ผู้บุกรุก แต่ในแง่สิทธิมนุษยชน พวกเขามีสิทธิเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน แต่รัฐกลับมองข้ามสิทธินั้นไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความจนซ้ำจนซ้อน หรือความซวยซ้ำซวยซ้อนที่เกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว”
ณัฐวุฒิ กรมภักดี

ยิ่งแก้ยิ่งจน? ถอดบทเรียนความล้มเหลวของนโยบายรัฐกับความยากจน
ท่ามกลางสถานการณ์การเลือกตั้งปี 2569 ประเด็นความยากจนของภาคอีสาน กลับมาเป็นสมรภูมิทางนโยบายอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการนำเสนอนโยบายแก้จนของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งล้วนแต่มาจากกรอบความคิดที่แตกต่างกันของรากเหง้าของปัญหา บางพรรคมองความยากจนเป็นปัญหาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ บางพรรคมองว่าเป็นผลของโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ ขณะที่บางพรรคยังยึดกลไกคุ้มครองรายได้แบบเดิม หรือเน้นการแก้โจทย์เฉพาะหน้าอย่างที่ดิน น้ำ และความมั่นคงในชีวิต ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้จนมักขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา และรัฐจะเลือกยืนอยู่ข้างประชาชนในบทบาทใด
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า นโยบายแก้จนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงนโยบายแบบ วูบวาบ หรือเป็นนโยบายในลักษณะประชานิยม เช่น นโยบายการแจกเงิน ที่มุ่งหวังผลทางคะแนนเสียงเพียงชั่วคราว เมื่อสิ้นสุดวาระของรัฐบาลนั้น ๆ นโยบายที่เน้นการแจกเงินก็เลือนหายไป โดยไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือระบบสวัสดิการ ราวกับเป็นการช่วยบรรเทาบาดแผลแบบเฉพาะหน้าแต่ไม่ได้รักษาที่ต้นตอของปัญหา
หัวใจสำคัญคือการมุ่งตรงไปที่การกระจายความมั่งคั่งผ่านกลไกตลาดและระบบสวัสดิการที่มั่นคง หากรัฐไม่สามารถแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อยกระดับรายได้หรือค่าแรงที่เป็นธรรมได้ รัฐจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่าย ผ่านระบบสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อให้คนชายขอบและคนทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในยามที่มีรายได้น้อย ซึ่งการจะทำให้ระบบสวัสดิการและโครงสร้างเศรษฐกิจเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องมีการปลดล็อก ระบบรัฐรวมศูนย์ ที่ผูกขาดอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง โดยการถ่ายโอนอำนาจการพัฒนา งบประมาณ และบุคลากรไปสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบัน ภาษีในภาคอีสาน ถูกดึงเข้าสู่ส่วนกลางถึงร้อยละ 70 ทิ้งให้ท้องถิ่นบริหารจัดการด้วยงบประมาณเพียงร้อยละ 30 ส่งผลให้เทศบาลหรือ อบจ. กลายเป็นเพียงฟันเฟืองที่ทำตามคำสั่งส่วนกลางมากกว่าจะเป็นผู้ออกแบบการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีและตัดสินใจใช้งบประมาณได้เองจะช่วยให้การแก้ปัญหาความยากจนสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น
“ต้องทำให้ระบบสวัสดิการ ของรัฐเข้าช้อน ตั้งแต่เกิด จนตาย ให้คนที่เป็นคนกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนทุกช่วงวัย ได้พึ่งพิงระบบที่เป็นสวัสดิการของรัฐที่มั่นคง แม้จะมีรายได้ไม่มาก เขาก็ยังอยู่ได้ภายใต้สวัสดิการของรัฐ ที่มันแข็งแรง อันนี้คือนโยบายที่จะทำให้แก้ปัญหาเชิงยั่งยืนได้จริง ๆ”
ขณะเดียวกัน ดร.รสิตา กล่าวเสริมว่า หากมองภาพการแก้ปัญหาความยากจนในมิติใหม่ รัฐบาลควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกในระดับพื้นที่ว่า ในแต่ละจังหวัดมีสัดส่วนกลุ่มคนรายได้น้อยอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะสามารถเข้าไปติดตามดูวิถีชีวิตตั้งแต่วงจรการหารายได้ไปจนถึงผลลัพธ์สุดท้ายหลังการจัดการรายได้ว่าพวกเขาสามารถใช้ชีวิตโดยไม่เป็นหนี้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มต้นแก้ปัญหาอาจไม่จำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่การทำให้รายได้เพิ่มขึ้นทันทีหรือการปั้นตัวเลขเศรษฐกิจให้ดูดี แต่ควรให้ความสำคัญกับการลดหนี้ครัวเรือนเป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ดีการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นเช่นนี้กลับสร้างภาระหนี้สาธารณะให้ประเทศเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินมาทำนโยบาย แม้ในช่วงแรกจะเห็นกราฟเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้นระดับหนึ่ง แต่ทันทีที่มาตรการสิ้นสุดลงทุกอย่างก็มักจะกลับไปสู่จุดเดิมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆ ในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา แม้จะมีประชาชนบางส่วนพยายามนำเงินก้อนนั้นไปต่อยอดทำธุรกิจหรือเป็นทุนตั้งต้นค้าขาย แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวมที่ไม่เอื้ออำนวยและไม่แข็งแกร่งพอที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สุดท้ายเขาก็สามารถเป็นผู้ประกอบการได้เพียงชั่วคราว ก่อนจะต้องหลุดออกจากระบบและกลับไปเป็นแรงงานรับจ้างตามเดิม ในขณะที่ค่าแรงรายวันหรือรายเดือนในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เมื่อเทียบค่าแรงวันละ 300–400 บาทกับค่าครองชีพและรายจ่ายรอบด้านที่เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นนโยบายที่จะตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ ต้องเริ่มต้นจากการทำให้รัฐธรรมนูญกลับมายึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะรัฐธรรมนูญต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดสิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิของเกษตรกร และสิทธิในการอยู่อาศัยให้ชัดเจน และต้องเขียนให้เป็นสิทธิพื้นฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบหรือกลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซง และเพื่อทำลายกำแพงที่รักษาอำนาจของชนชั้นบนซึ่งขวางกั้นการเติบโตของคนส่วนใหญ่มาโดยตลอด
ดร.รสิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า อีกหนึ่งภาพฝันที่อยากเห็นจากรัฐบาลในการแก้ปัญหาความยากจน คือการไม่มองปัญหานี้ผ่านมิติทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว หากแต่ต้องขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะองค์รวม โดยควรเริ่มจากการจัดทำเกณฑ์การประเมิน รายครัวเรือนเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนชีวิตในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับการศึกษา คุณภาพที่อยู่อาศัย การเข้าถึงระบบรักษาพยาบาล โอกาสในการมีงานทำ ไปจนถึงภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าครอบครัวหนึ่งมีความเสี่ยงตรงจุดไหน หรือมีความเปราะบางในด้านใดเป็นพิเศษ ก่อนที่จะมีการออกแบบนโยบายที่จำเพาะเจาะจงและตรงจุด เนื่องจากในความเป็นจริง การส่งเสริมด้านเศรษฐกิจหรือการให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสัมฤทธิผลได้ เพราะตราบใดที่พื้นฐานการดำรงชีวิตยังไม่อิ่มท้อง ต่อให้หยิบยื่นความรู้และทักษะให้มากเพียงใด เขาก็ย่อมไม่มีกำลังกายหรือสภาพจิตใจที่พร้อมจะรับสิ่งเหล่านั้นเพื่อนำไปพัฒนาตนเอง ดังนั้น นโยบายที่ดีจึงต้องก้าวข้ามการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และควรลงมือทำไปพร้อมกันในทุกมิติของชีวิต แม้จะเป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ยากและมีความซับซ้อนสูง แต่หากสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการถอนรากถอนโคนความยากจนและสร้างความยั่งยืนให้กับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง



ดังนั้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิใช้เสียงในฐานะเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย เพราะการเลือกตั้งคือโอกาสสำคัญที่เราจะได้ร่วมกันคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาขับเคลื่อนประเทศและบริหารนโยบาย อีกทั้งการออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างกติกาที่ยึดโยงกับประชาชนและสะท้อนเจตจำนงของสังคมอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนไม่มีความประสงค์จะชักจูงหรือโน้มน้าวให้เลือกฝ่ายใด หากเพียงอยากให้การตัดสินใจของทุกคนตั้งอยู่บนการพิจารณาอย่างรอบคอบ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ การพัฒนาในระยะยาว และคุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นหลัก เพราะทุกคะแนนเสียง ล้วนมีความหมายต่ออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันเผชิญและรับผิดชอบไปพร้อมกัน
เรื่อง : สกุลรัตน์ สองจันทร์